‘อรรถจักร์’ อัด กกต.มักง่ายไม่ได้ – เจาะเกมใช้ ม.151 ฟันพิธา เลี่ยงเปรียบเทียบคดี – ลดกระแสต่อต้าน ? ลั่น ตัดสินใจพลาดเตรียมรับวิกฤต ‘โศกนาฏกรรมสังคม’
สืบเนื่องสถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติตั้งกรรมการไต่สวนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ตาม ม.42(3) และ ม.151 มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง-รู้ว่าไม่มีสิทธิแต่ยังฝืนลงเลือกตั้ง นั้น
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เผยแพร่จดหมายถึงสังคมไทย เรื่อง “กกต. กับการ ‘หาทาง’ ลงโทษที่เน้นสำนึกส่วนบุคคล” โดยมีเนื้อหาความว่า
น่าเศร้าใจนะครับที่กระบวนการเคลื่อนเข้าสู่ประชาธิปไตยของสังคมไทยกำลังถูกทำให้ชะงักงัน และอาจจะนำไปสู่วิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ผมกำลังจะพูดถึงเกมการเมืองของ กกต. ที่ออกมาในรูปของการเน้นให้ความผิดของ คุณพิธา (ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30) นั้น กลายเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจากสำนึกส่วนบุคคลของคุณพิธาเอง ตามมาตราที่ 151 การเลือกเน้นการพิจารณาข้อกล่าวหาคุณพิธา ในลักษณะเช่นนี้ จะทำให้ดูเสมือนว่า กกต.มีความชอบธรรมในการที่จะลงโทษคุณพิธา ผมคิดว่า กกต.คงจะประเมินว่าหากออกมาในลักษณะที่เป็นความผิดส่วนบุคคลและเป็นสำนึกของคุณพิธาเพียงคนเดียว น่าจะลดกระแสต่อต้านของมวลชนลงเพราะเป็นความผิดที่ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะส่วนตัวของบุคคลโดยแท้
ผมรู้สึกตงิดๆ ใจ อยู่ตั้งแต่เห็นหน้าบรรดา กกต.ที่โผล่มาทางโทรทัศน์ว่ามีลักษณะ “กระหยิ่มยิ้มย่อง” ก่อนการประกาศจะใช้มาตรา 151 และเป็นการ “รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นความปรากฏ” ซึ่งหมายความว่า กกต.จะใช้อำนาจพิจารณาเรื่องนี้ก่อนส่งต่อไปยังศาลยุติธรรม อำนาจของการพิจารณาคดีพิธานี้ สังคมไทยจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมาตรา 151 นี้กำหนดบทลงโทษไว้สูงลิ่ว คือมีทั้งโทษจำคุก ปรับ และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งนานถึง 20 ปี
การที่เลือกมาตรา 151 นี้ ก็เพราะต้องการเลี่ยงการเปรียบเทียบกับคดีการถือหุ้นสื่ออื่นๆ ที่จะทำให้ผลการตัดสินเป็นคุณแก่กรณีคุณพิธา การใช้มาตรา 151 ก็เพราะหวังว่าจะใช้คดีของคุณสิระ เป็นตัวตั้งเพื่อเปรียบเทียบลงโทษ แต่ผมอยากจะบอกสังคมไทยว่า คดีของคุณสิระ กับคุณพิธามันคนละเรื่องกัน หาก กกต.เทียบเคียงเช่นนี้ ก็หมายความว่าต้องการเอาเรื่องคุณพิธาให้ได้นั้นเอง
การจะพิสูจน์ว่าคุณพิธารับรู้หรือไม่รับรู้ว่าตนเองมีคุณสมบัติหรือไม่ ก็ต้องดูที่การดำรงอยู่ของ ITV ด้วยว่า ในสังคมขณะนั้น ITV มีสถานะอย่างไร หาก กกต.ไม่พิสูจน์ในจุดนี้ให้ชัดเจนและสังคมยอมรับได้เสียก่อน และกระโดดไปสู่การตัดสินการรับรู้หรือไม่รับรู้ของพิธาโดยเทียบเคียงกับ คดีคุณสิระ ผมเชื่อว่า กกต.ตัดสินใจผิด และต้องขอบอกว่า กกตจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น
การเมืองของความหวังเรื่อง “ความเสมอภาคและยุติธรรม” ได้ถูกจุดและลามไปทุกมิติของสังคมแล้ว จะดับไฟแห่งความหวังของสังคมนี้อย่างมักง่ายไม่ได้หรอกครับ
พี่น้องทุกท่าน ขอช่วยกันจับตามองเพทุบายทั้งหลายของบรรดา “น้ำน้อย” ในสังคมไทย ที่พยายามดับไฟแห่งความหวังของพวกเรา และต้องช่วยกันเตือนสติพวกเขา (ที่คงเหลือน้อยนิด) ว่าพวกเขากำลังก่อให้เกิดวิกฤตทั้งสังคม
โศกนาฏกรรมของสังคมไทยหลีกเลี่ยงได้ หากยืนอยู่บน “ความยุติธรรม” ที่แท้จริง
10 มิถุนายน 2566


