‘โรม’ ลั่น ก.ก. พร้อมสู้ ม.151 โวย กกต. สกัด ‘พิธา’ เกมเตะตัดขาโหวตนายก

11.06.23 | 06:10 น.

‘โรม’ ลั่น ก.ก. พร้อมสู้ ม.151 โวย กกต. สกัด ‘พิธา’ เกมเตะตัดขาโหวตนายก

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่รับคําร้องกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ก.ก. มีคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญในการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.จากการถือหุ้นบริษัท ไอทีวี แต่ให้รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นความปรากฏ และตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนว่านายพิธาเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้าม แต่กลับสมัครรับเลือกตั้ง เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 42 (3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พรรค ก.ก.มีความกังวลหรือไม่ว่า ไม่กังวล เราพร้อมต่อสู้คดี เรื่องดังกล่าวเป็น
กระบวนการที่ชัดเจนว่าพยายามจะเตะตัดขาไม่ให้มีรัฐบาลพรรค ก.ก. สกัดกั้นไม่ให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ก็พร้อมสู้ตามกระบวนการกฎหมายเต็มที่ และเชื่อมั่นในฉันทามติของประชาชนที่ได้มอบผ่านการเลือกตั้ง ว่าต้องการเห็นนายพิธาเป็นนายกฯและจัดตั้งรัฐบาลได้

นายรังสิมันต์กล่าวว่า อยากจะพูดไปถึงคนที่พยายามทำกระบวนการเหล่านี้ทั้งหมด ว่าสุดท้ายประชาชนทุกคนก็รู้ว่าที่ทำไปทั้งหมดเป็นเรื่องทางการเมือง ฉะนั้น อย่าคิดว่าผลลัพธ์ทั้งหมดที่ทําเอาไว้จะจบแบบเดิม และเล็งเห็นว่ากระบวนการนี้คงต้องใช้เวลา มั่นใจว่านายพิธาคงจะได้รับเลือกเป็นนายกฯก่อน หลังจากนั้นคงต้องสู้คดีกันต่อไป ใช้เวลาในการพิสูจน์หลักฐาน

“กระบวนการเหล่านี้เป็นคนละส่วนกับการเลือกนายกรัฐมนตรี อย่าเอามาใช้เป็นข้ออ้างในการไม่โหวตเลือกนายกฯ เรื่องคดีเมื่อถึงที่สุด ตามรัฐธรรมนูญก็ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ นั่นหมายความว่าต่อให้นายพิธาถูกดำเนินการในเรื่องนี้ ก็ต้องสันนิษฐานไว้ว่านายพิธาเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น จะต้องไม่เอามาปะปนกับการเลือกนายกฯ สิ่งที่อยากให้มันเกิดขึ้นมากที่สุดคือ ทุกฝ่ายในสังคมตอนนี้ต้องเคารพต่อมติมหาชน ตามที่ได้ใช้สิทธิใช้เสียงผ่านการเลือกตั้ง แล้วอย่ามาใช้กระบวนการใดๆ ในทางการเมืองเพื่อทำลายมติมหาชนนี้” นายรังสิมันต์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลว่าสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการไม่โหวตให้นายพิธาหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า เชื่อว่าไม่ใช่ ส.ว.ทุกคนที่จะคิดแบบเดียวกัน อาจจะมีบางคนที่สร้างกระบวนการแบบนี้ แต่ต้องเรียนตามตรงว่าถึงที่สุดเรื่องคดีก็ต้องว่ากันไป แต่ตอนนี้นายพิธาคือผู้บริสุทธิ์ ต้องว่ากันไปตามหลักการที่ว่า บุคคลที่ถูกดำเนินคดีในทางอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันเป็นที่สุด

Advertisement

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า หวยออก 151 เป็นบวกหรือลบต่อพิธา การยกคำร้องคดีถือหุ้น แต่กลับเตรียมดำเนินคดีอาญาฐานรู้ว่าขาดคุณสมบัติแต่ยังมาสมัคร ส.ส.ของพิธานั้น เป็นบวกหรือลบ 1.คดีอาญานั้น ต้องฟ้องศาลอาญา ซึ่งมีกระบวนการที่ยาวนาน เป็นปี และเป็นหลักประกันความยุติธรรมว่าต้องผิดจริงจึงถูกลงโทษ ไม่สามารถเอาผิดโดยง่าย แต่โทษรุนแรงกว่า เพราะมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และตัดสิทธิทางการเมืองถึง 20 ปี 2.การที่ กกต.ฟ้องดำเนินคดีอาญา แม้ยังอยู่ในขั้นกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น แต่ก็เป็นวัตถุดิบเพียงพอต่อเหล่า ส.ว.ที่ตั้งใจไม่เลือกพิธาเป็นนายก ไม่ยกมือให้ โดยมีข้ออ้างแบบไม่ตะขิดตะขวงใจ 3.การยกคำร้องคดีถือหุ้นสื่อต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ตายสนิท มีโอกาสฟื้นโดยใช้ ส.ส. 50 คน หรือ ส.ว. 25 คน หรือยื่นโดย กกต.เองในฐานะความปรากฏ หลังจากการรับรอง ส.ส. โดยใช้สิทธิตามมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ 4.อาวุธหนักต่างๆ กำลังลำเลียงสู่สมรภูมิสนามรบ และไม่จบแค่ปืนต่อสู้อากาศยาน 151 แต่แพ้ชนะกลับอยู่ที่ฝ่ายเสนาธิการผู้วางแผน

นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายและอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติรับเรื่องกรณีปมถือหุ้นไอทีวีของนายพิธาไว้พิจารณาตามมาตรา 151 ตอนหนึ่งว่า “ต่อให้สรุปผลไต่สวนว่าผิด ก็สอยหนุ่มพิธาตกสวรรค์ไม่ได้ เพราะเป็นคดีอาญา ไม่ใช่คดีสอย ส.ส. ซึ่งตีตกเวทีไปแล้ว แต่กว่าจะรู้ว่าผิดหรือไม่ก็ต้องรออีก 6-7 ปี ตอนนั้นหนุ่มพิธาอาจจะเป็นน้าพิธาแล้ว”

นายไพศาลยังระบุว่า เรื่องถือหุ้นไอทีวีคาดว่าจบแล้ว เพราะจะไม่มีใครไปเป็นพยานยืนยันว่านายพิธาถือหุ้น (เพราะโอนมรดกไปแล้ว) และไม่มีใครกล้าไปเบิกความยืนยันว่าไอทีวีเป็นธุรกิจสื่อมวลชน เพราะใครๆ ก็รู้ว่าไอทีวีเลิกธุรกิจสื่อมา 20 ปีแล้ว และศาลก็ตัดสินเรื่องนี้มาก่อนแล้วว่าไอทีวีเลิกธุรกิจสื่อแล้ว จะมีใครหน้าไหนกล้าบังอาจไปตัดสินแทนศาลท่านได้อีก เพราะต่อให้ค่าจ้างเท่าใด ก็ไม่คุ้มกับค่าติดคุกฐานเบิกความเท็จ หรือให้การเท็จ