ทั้ งที่มันควรจะจบแล้ว ประเทศควรเดินหน้าไปตามครรลองที่ควรจะเป็น แต่กลับกลายเป็นว่า “เดินต่อไม่ได้” ผลการเลือกตั้งชัดเจนแล้วว่า “อำนาจประชาชน” เลือกฝ่ายไหนให้เข้ามาเป็นตัวแทนบริหารประเทศ แต่โครงสร้างที่มี “กลไกสืบทอดอำนาจ” ซ้อนเข้าช่วงชิงการเป็นผู้ตัดสิน โดยมีกฎหมายที่ดีไซน์ไว้รองรับเป็นเครื่องมือ ทำให้ทุกอย่างยุ่งเหยิงไปหมด
ที่ควรจะจบจึงไม่จบ และส่อแววว่าจะสู้กันยืดเยื้อในแบบที่มองไม่เห็นทางว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
ถึงวันนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้เท่าทันว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองการปกครองประเทศ
คำอธิบายเรื่อง “นิติสงคราม” ของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ดูจะให้ภาพที่ชัดเจนที่สุด
“นักร้องเรียน” เปิดประเด็นให้องค์การสถาปนาทั้งหลายเข้าควบคุมผลการเลือกตั้งไม่ให้เป็นไปตามการตัดสินใจของประชาชน เป็นปฏิบัติการร่วมกันขององค์การสถาปนาที่กระจายหน้าที่กันไป ไม่เว้นแม้แต่สื่อมวลชนที่ถูกวางให้ปั่นกระแส
ผลการเลือกตั้งที่ “ฝ่ายสืบทอดอำนาจ” พ่ายแพ้ยับเยิน กำลังถูกนำเข้าสู่กระบวนการพลิกเกมให้ “อำนาจประชาชน” เป็นผู้พ่ายแพ้
เป็นช่วง “ขบวนการสืบทอดอำนาจ” ประสานพลังกันเต็มที่ เพื่อช่วงชิงการยึดครองอำนาจให้ได้ เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว
การระดมสร้างกระแสเพื่อสร้างความชอบเกิดขึ้นอย่างเข้มข้น ต่างคนต่างลงมือลงแรงกันเต็มที่ชัดเจนอยู่ในการนำเสนอของ “สื่อเลือกข้าง” ที่เสริมทัพด้วย ไอโอจัดตั้งเข้าถล่มกันไม่เลี้ยง
มุ่งมั่นในความสำเร็จ เหมือนที่เคยทำได้อย่างที่แล้วๆ มา
แต่วันนี้ ไม่ใช่วันนั้น
“พรรคก้าวไกล” มีบทเรียนทั้งจาก “ไทยรักไทย–พลังประชาชน–เพื่อไทย” และจดจำไม่รู้ลืมจาก “อนาคตใหม่”
“นิติสงคราม” ที่ใช้กลยุทธ์เดิมไม่ง่ายดายเหมือนเมื่อก่อน
เมื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ชัดเจนว่าเป็น “ผู้นำที่ประชาชนเลือกแล้ว” และ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน”
เป็นการเลือกอย่างลอยลำ และสนับสนุนอย่างขาดลอย ไม่เห็นว่าใครจะมาเทียบได้
ความพยายามที่จะขจัดด้วยการประสานปฏิบัติการของ “ขบวนการสืบทอดอำนาจ” ที่เคยประสบความสำเร็จง่ายดาย เที่ยวนี้กลับถูกตอบโต้ถึงพริกถึงขิง ด้วยความตื่นตัวของพลังมวลชนที่ให้การสนับสนุน
ความเข้มข้นของ “นิติสงคราม” แสดงให้เห็นในขั้นตอนที่ “ปิยบุตร” บอกว่า “กระบวนการนำเรื่องการเมืองซึ่งอยู่ในมือศาลแล้ว เอาไปไว้ในมือสื่อ หรือ Mediatization of Judicial/Political Cases”
เกมที่ขยายประเด็นโดยสื่อช่วงนี้จึงเข้มข้น และน่าสนใจในการติดตามอย่างยิ่ง เนื่องด้วยในยุคสมัยที่แค่ชี้นำไม่พอ ต้องมีกระบวนการให้เห็นว่า “ชี้นำแล้วประสบความสำเร็จในการสร้างผู้เดินตามด้วย”
แต่ละการเปิด ขยายประเด็นจึงเห็นการตอบรับ ในโลกออนไลน์จากผู้เข้าไปติดตาม แบบแบ่งพวกแบ่งฝ่ายไล่ถล่มกันดุเดือด
“ขบวนการไอโอ” ถึงจังหวะที่จะไล่ถล่มกันเอาเป็นเอาตาย
ที่น่าสนใจยิ่งคือ ความแตกต่างระหว่าง “ไอโอรับจ้าง” กับ “ด้อมอาสา” ดูจะชัดเจนยิ่ง ในเรื่องความหนักแน่นของการให้ข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผล กับการปั่นกระแสด้วยเฟคนิวส์ และความเห็นแบบคิดไปเอง
การต่อสู้คงยืดเยื้อออกไปอีกยาวนาน และประเมินได้ยากว่าที่สุดแล้วระหว่าง “อำนาจสถาปนา” กับ “อำนาจประชาชน” ฝ่ายไหนจะเป็นผู้นำพาประเทศ
เพียงแต่ที่แน่ๆ คือ “มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”
และที่เปลี่ยนไปคือ “หัวใจประชาชนส่วนใหญ่” ที่เหลือการยอมรับไว้ให้ “ขบวนการสืบทอดอำนาจ”
การ์ตอง

