“สดศรี” ชี้ ”พิธา” จะรอด ม.151 หรือไม่ขึ้นอยู่กับชะตากรรม เหตุรู้อยู่แก่ใจไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เพราะ “ไอทีวี” ยังไม่ได้จดทะเบียนเลิกกิจการ ทำขาดคุณสมบัติ
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ กกต.มีมติรับพิจารณา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ตามมาตรา 151 เหตุรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้าม แต่ยังฝ่าฝืน ว่า กกต.จะดำเนินการตั้งเรื่องอะไรก็ได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย และอยู่กรอบการกระทำของนายพิธาด้วย ซึ่งตามมาตรา 151 ของกฎหมายเลือกตั้ง มีความชัดเจนระดับหนึ่งคือ มาตรา 151 ระบุว่าในกรณีที่ผู้ใดรู้ว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อ เรื่องนี้ปรากฏว่า นายพิธาก็ยอมรับว่ามีหุ้นของไอทีวี แต่ได้มาโดยมรดก และยอมรับว่ายังไม่ได้สละมรดก
“แสดงว่าคุณพิธารู้แล้วว่ามีหุ้น ซึ่งมาตรา 151 ระบุเลยว่ารู้อยู่แล้วในที่นี้หมายถึง รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองมีหุ้นสื่อจริง และการมีหุ้นสื่อคุณพิธาก็ต้องรู้ไม่มีใครไม่รู้กฎหมาย จะปฏิเสธว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ จะไปพูดถึงว่าไอทีวีเลิกกิจการแล้วมันไม่ใช่ เพราะการเลิกกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจะต้องมีการจดทะเบียนเลิกการประกอบกิจการนั้นๆ ที่ให้ไว้กับสำนักงานทะเบียนของกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นไม่ว่าจะตั้งบริษัทและเลิกกิจการก็ต้องจดทะเบียนทั้งนั้นเพื่อให้ประชาชนได้ทราบ แต่ข้อเท็จจริงไม่มีระบุว่าไอทีวีได้จดทะเบียนเลิกการประกอบกิจการโทรทัศน์หรือไม่ และไอทีวียังมีการประชุมผู้ถือหุ้นอีก ลักษณะนี้แสดงว่า ยังมีกิจการสื่อมวลชน คือทีวีอยู่ แม้ความเป็นจริงไม่มี แต่การที่ไม่ได้จดทะเบียนเลิกการประกอบกิจการโทรทัศน์ ก็เป็นการผูกมัดไอทีวีว่าบริษัทแห่งนี้ยังทำกิจการอยู่เหมือนเดิม แม้ข้อเท็จจริงจะไม่มีแล้วก็ตาม การที่ไม่มีกิจการนี้จะต้องไปจดทะเบียนเลิก และแจ้งต่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ว่าไม่มีการทำสื่อแล้ว แต่ข้อเท็จจริงก็ยังไม่มีการกล่าวถึง” นางสดศรีกล่าว
นางสดศรีกล่าวต่อว่า เรื่องนี้นายพิธารู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นอกจากนั้นนายพิธา ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ยังทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองคือพรรคก้าวไกลเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่ออีก ซึ่งกฎหมายระบุว่าเฉพาะบัญชีรายชื่อ ผู้ทื่จะเสนอคือกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เท่านั้น ส่วนผู้สมัครแบบแบ่งเขต เป็นหน้าที่ของกรรมการในพรรคซึ่งแบ่งออกเป็นสองชุด คือชุดที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆ เลือกคนเข้ามาแล้วส่งให้กับกรรมการชุดที่จะอนุมัติว่าควรจะส่งคนนั้นลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ และหากผู้สมัครที่ส่งไปนั้นขาดคุณสมบัติ กรรมการที่คัดมาต้องรับผิดชอบ ส่วนหัวหน้าพรรคมีหน้าที่เพียงเซ็นชื่อเท่านั้น ทำหน้าที่คล้ายๆนายไปรษณีย์ เพื่อส่งรายชื่อไปที่ กกต.เพราะฉะนั้นมาตรา 151 จึงระบุเฉพาะเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
นางสดศรีกล่าวด้วยว่า มาตรานี้เข้าหมดทุกอย่าง โทษแรงมาก มีบทลงโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น 20 ปี สำคัญที่สุดคือโทษจำคุก และโทษปรับ กฎหมายไม่ได้ระบุให้ศาลรอการลงโทษได้ ศาลจะใช้ดุลพิสนิจให้รอการลงโทษไม่ได้ เพราะการรอการลงโทษของศาลต้องมีระบุไว้ในกฎหมายนั้นๆ เช่น ไปลักทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ กฎหมายบอกทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งศาลก็จะใช้ดุลพินิจว่าเล็กๆ น้อยๆ ก็ให้รอลงโทษไป 1-2 ปี ก็แล้วแต่ศาล แต่มาตรา 151 เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เขียนให้รอการลงโทษ ถ้าผิดก็ต้องจำคุกเลยและต้องถูกปรับด้วย เพราะกฎหมายใช้คำว่าและ ซึ่งการตีความกฎหมายต้องตีความอย่างเคร่งครัด
เมื่อถามว่า มองว่านายพิธาพลาดในเรื่องนี้หรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่า มีกรณีตัวอย่างมาแล้ว คือหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แต่เขาไม่ได้ใช้มาตรา 151 แต่ใช้เรื่องอื่น ซึ่งไม่แรงเท่า และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้มาตรา 151 ซึ่งเป็นมาตราที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันมาก กรณีถือหุ้นตามมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลานาน แต่มาตรา 151 ไม่ต้องใช้เวลานาน
ต่อข้อถามว่า ที่พูดมาเหมือนนายพิธาผิดแน่ นางสดศรีกล่าวว่า ตนพูดในฐานะนักกฎหมายคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้พูดไปก้าวก่ายงานของ กกต.หรือละเมิดอำนาจศาลเลย ไม่กล้าที่จะไปพลาดพิงดุลพินิจของศาลและ กกต. และศาลทุกศาลมีอำนาจเพิ่มเติมกฎหมายได้ ในมาตรา 151 ตนไม่สามารถยืนยันว่าศาลจะขยายความอะไร แต่ถ้าศาลขยายความผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะมองไปไกลได้ แต่เราต้องเคารพดุลพินิจของศาล และอย่าลืมว่าศาลทุกศาลถูกฟ้องได้ กกต.ก็ถูกฟ้องได้ว่ากระทำความผิดต่อหน้าที่ ซึ่งจะเห็นว่า กกต.ก็ติดคุกกันมาแล้ว
เมื่อถามว่า มองว่าเส้นทางของนายพิธาที่มีอุปสรรคมากจะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ อดีต กกต.กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า นายพิธาเป็นคนหนุ่มที่เก่งคนหนึ่ง มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯด้วยซ้ำไป อนาคตของท่านถ้าไม่ลงการเมืองก็อาจจะไปไกลกว่านี้ก็ได้ แต่ลงการเมืองในปีนี้ซึ่งเป็นการเมืองที่แข่งขันสูงมาก เป็นการแข่งขันที่เอาเป็นเอาตายกัน ดูว่าเป็นโอกาสขอนายพิธาหรือไม่ ก็ถือว่านายพิธาได้แสดงความสามารถจนพรรคก้าวไกลได้คะแนนถึง 14 ล้านเสียง
“ถือว่าคุณพิธาเป็นคนเก่งคนหนึ่งของประเทศไทย แต่ชะตาชีวิตของแต่ละคนจะขึ้นอยูกับชะตากรรม ซึ่งเราไม่สามารถจะลิขิตอะไรได้ เบื้องบนเท่านั้นที่จะเป็นผู้ลิขิต เบื้องบนในที่นี่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้า แล้วแต่ความเชื่อถือของแต่ละศาลนา จะเป็นคนขีดชีวิตมนุษย์ว่าให้เดินทางไหน” นางสดศรีกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า สิ่งที่นายพิธาเผชิญอยู่ถือว่าเป็นชะตากรรมหรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่า ทุกคนมีกรรมของตัวเองทั้งนั้น
เมื่อถามว่า การที่ กกต.มีมติอย่างนี้ มองว่าเป็นการชี้นำ ส.ว.ในการไม่โหวตนายพิธา เป็นนายกฯหรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่า อย่าไปพลาดพิงถึง ส.ว. เพราะในชั้นนี้เป็นชั้นของการเลือกตั้ง ส่วนการโหวตของ ส.ว.เป็นการโหวตจากผู้ใดเสนอตัวเป็นนายกฯ ซึ่งต้องแยกออกจากกัน สมมุติศาลวินิจฉัยว่านายพิธาผิดมาตรา 151 นายพิธาก็ไม่สามารถเสนอตัวเป็นว่าที่นายกฯได้เลย เพราะขาดคุณสมบัติ และถ้าบุคคลใดถูกศาลพิพากษาจำคุก ถึงจะรอการลงโทษ ก็ขาดคุณสมบัติในการเป็นรัฐมนตรีหรือนายกฯ

