‘พิธา’สู้ฝ่า3ด่าน เก้าอี้นายกฯสะดุด?

12.06.23 | 12:04 น.

หมายเหตุ – นักวิชาการวิเคราะห์ประเด็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ต้องฝ่า 3 ด่านหิน คือ ต้องหาเสียงสนับสนุน ส.ว. 64 เสียงเพื่อให้ได้ 376 เสียงเป็นนายกฯ ต้องเผชิญการตรวจสอบคุณสมบัติการลงสมัคร ส.ส.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และการถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี หาก กกต.มีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบคุณสมบัติว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

รศ.ยุทธพร อิสรชัย
สาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

หากกล่าวถึงประเด็นของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. ขณะนี้กำลังเผชิญกับ 3 ด่านสำคัญอัน ได้แก่ กกต., ศาลรัฐธรรมนูญ และ ส.ว.โดยส่วนตัวมองว่า ณ ตอนนี้ในการประกาศรับรองผลเชื่อว่านายพิธาน่าจะผ่านได้และน่าจะนำไปสู่การรับรองผล เพราะในขั้นของการรับรองผล กกต.สามารถพิจารณาได้เฉพาะกรณีการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยกระทบต่อความสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น หากเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ได้มีการทุจริตต่างๆ กกต.ไม่สามารถพิจารณาได้

ส่วนของนายพิธาเป็นประเด็นในเรื่องของคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ฉะนั้นสิ่งที่ทาง กกต.จะพิจารณาในครั้งนี้จึงไม่สามารถที่จะมีกฎหมายให้อำนาจ กกต.กระทำได้ ดังนั้น ผมเชื่อว่าในชั้นแรกของการประกาศรับรองผล นายพิธาก็น่าจะได้รับการรับรองเป็น ส.ส. พอเปิดประชุมสภาจะมีในชั้นที่ 2 จะมีโอกาสที่จะมีการร้องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญโดยใช้มาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญปี 2560

Advertisement

การจะนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีอยู่ 2 ช่องด้วยกัน ในช่องแรก คือ ส.ส.หรือ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 แต่ในกรณีของนายพิธาต้องเป็น ส.ส.เท่านั้น เพราะว่า ส.ว.จะไม่สามารถมาร้องข้ามสภาได้ คือ ส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนช่องที่สอง คือ กกต.เป็นผู้ร้องเอง ต้องบอกว่ามีโอกาสที่จะขึ้นได้เหมือนกัน เพราะ กกต.ได้รับเรื่องที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ไปร้องเอาไว้เป็นความปรากฏ

เมื่อเป็นความปรากฏแล้วเท่ากับว่า กกต.สามารถที่จะดำเนินการตรงไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้ เมื่อมีคุณสมบัติองค์ความเป็น ส.ส.เกิดขึ้นแล้ว โดยไม่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมในชั้นของ กกต. ถือว่าเป็นความปรากฏแล้ว ฉะนั้น ผมคิดว่ามีโอกาสที่จะไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และถ้าศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ นั่นจะกระทบไปกับเรื่องของการไปโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของนายพิธา แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็จะไปสู่ด่านที่ 3 คือเมื่อมีการเลือกประธานสภาเสร็จเรียบร้อย ก็จะนำไปสู่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งในด่านนี้จะมีบทบาทของ ส.ว.เข้ามาแล้ว

ผมเชื่อว่าอาจมี ส.ว.หรือ ส.ส.ในพรรคร่วมรัฐบาลเดิมในปัจจุบันก็ดี อาจจะยกมือบอกว่าคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของนายพิธานั้นยังมีความไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นอาจจะขอเลื่อนในการลงมติเลือกนายกฯไปก่อน อย่าลืมว่าวันนี้ แม้ว่า 8 พรรคร่วมรัฐบาลจะมีเสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรถึงสามร้อยกว่าเสียง แต่เมื่อรวมกับ ส.ว.แล้ว ทาง ส.ว. 250 เสียง บวกกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 180 กว่าเสียงโดยประมาณเขาจะอยู่ที่ 430 กว่าเสียง นั่นคือ เสียงข้างมากในที่ประชุมร่วมกันของสภา ฉะนั้นมีโอกาสที่อาจจะทำให้ท้ายที่สุดจะถูกเลื่อนการโหวตเลือกนายกฯได้

ถ้าถามว่าจอดที่ด่านไหน ผมว่ามีโอกาสจอดได้ทุกด่าน ทั้งนี้ จะจอดที่ด่านไหนขึ้นอยู่กับกระแสการเมืองที่จะเป็นตัวแปรสำคัญ ถ้ากระแสสนับสนุนนายพิธาและพรรค ก.ก.เงียบลง ตกลงเมื่อไหร่ มีโอกาสที่เราจะได้เห็นการใช้อำนาจของบรรดาองค์กรเหล่านี้ หากถามว่าทั้ง 3 ด่าน ที่กล่าวมาด่านไหนยากที่สุด โดยส่วนตัวผมคิดว่าด่านที่คาดเดาได้ยากที่สุด น่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อมีการร้องตามมาตรา 82ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญนั้นอาจใช้ดุลพินิจในการที่จะสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

หากสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็จะเหมือนกับคดีหุ้นสื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในเวลานั้น ที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือศาลอาจจะไม่สั่งก็ได้ ในขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญอาจจะวินิจฉัยออกมาได้ในหลากหลายแนวเพราะฉะนั้นมันมีโอกาสที่จะคาดเดาได้ยากมากในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญ

ถ้านายพิธาไปสะดุดอยู่ไม่ว่าจะด่านไหนก็ตาม อาจจะมองเป็นการเมืองในสภา กับการเมืองนอกสภาโดยการเมืองในสภาหากนายพิธาสะดุดหยุดลงโอกาสที่การเมืองจะเปลี่ยนขั้วนั้นสามารถเป็นไปได้ แต่จะเปลี่ยนขั้วกันเองภายใน 8 พรรคร่วม อาจจะสลับแคนดิเดตคนอื่นขึ้นมา อาจจะมีลักษณะของการข้ามขั้วไปจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วกันก็เป็นไปได้ หรืออาจจะมีรัฐบาลส้มหล่น

อาจจะบอกว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย มีโอกาสเป็นไปได้ยากมากๆ แล้วเพราะว่าความชอบธรรมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งเรื่องของจำนวนที่นั่งในสภา อาจจะไม่ถึงกึ่งหนึ่งแล้วค่อนข้างที่จะห่างจากกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรอยู่มาก แต่อย่าลืมว่า หากบวกกับ ส.ว.แล้ว เป็นเสียงที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลจากเสียงข้างน้อยได้เลย แม้ว่าจะเดินต่อไม่ได้แต่เขาอาจจะไม่ได้มีเป้าหมายในการเดินต่อ แต่อาจจะมีเป้าหมายเพียงแค่ต้องการอยากที่จะเดินไปนิดหน่อยแล้วก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพราะฉะนั้นเราประมาทไม่ได้

ส่วนการเมืองนอกสภา ต้องบอกว่ากระบวนการที่จะเห็นการเคลื่อนไหวทางสังคมเกิดขึ้นแน่นอน สำหรับกรณีที่นายพิธาและพรรค ก.ก.จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เป็นผลมาจากบรรดาเทคนิคการเมืองเหล่านี้ ผมใช้คำว่าอภินิหารกฎหมายทำลายเจตจำนงของประชาชน นอกจากนี้ในครั้งนี้ไม่ได้เหมือนม็อบในอดีต เริ่มต้นจากฐานทางอุดมการณ์ แต่ครั้งนี้เป็นม็อบเลือกตั้งและเป็นม็อบที่เกิดขึ้นจากการที่เสียงที่ประชาชนไปเลือกตั้งหรือเจตจำนงของประชาชนไม่ได้รับการตอบสนอง

นั่นคือสิ่งที่น่ากังวล เพราะว่าอาจจะทำให้ม็อบขยายตัวไปทั่วภูมิภาค ทั่วประเทศ ท้ายที่สุดแล้ว เกิดการรวมกลุ่มกัน แม้จะมีจุดยืนทางอุดมการณ์ของผู้คนที่ต่างกัน เพราะครั้งนี้ไม่ได้มีประเด็นข้อจำกัดในเรื่องสิ่งที่ม็อบเรียกร้องแต่ คือ เรื่องของการไม่ตอบสนองต่อการเลือกตั้งที่ประชาชนที่ได้สะท้อนถึงเจตจำนงของเขาออกมา ดังนั้น ไม่ว่าจะมีจุดยืนทางอุดมการณ์ที่ต่างกัน แต่ประเด็นที่คนส่วนใหญ่ยอมรับร่วมกัน คือ การที่จะต้องฟังเสียงประชาชน ฉะนั้นไม่ว่าจะขั้วอุดมการณ์ไหนมีโอกาสไปจับมือกันได้ ถ้าท้ายที่สุดผู้มีอำนาจไม่ฟังเสียงประชาชน ซึ่งตรงนี้มีโอกาสที่จะทำให้ม็อบถ้าเกิดขึ้นอาจจะขยายวงกว้างมากกว่าปี 2563

ผศ.ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ตอนนี้เหลือทางเดียวคือมาตรา 151 เพราะเรื่องอื่น กกต.ตีตกไปแล้ว เพราะฉะนั้น หากถามผม เรื่ององค์ประกอบของมาตรา 151 เมื่อนำกฎหมายมากางดูแล้ว ประโยคที่ว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีสิทธิ ฉะนั้นองค์ประกอบรู้อยู่แล้ว ถ้าถามนายพิธารู้อยู่แล้วหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่า ไม่รู้ เพราะว่ารายงานประจำปีผู้ถือหุ้นที่เพิ่งทำออกมาเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีว่าประกอบกิจการอื่น หรือหยุดกิจการไปแล้ว เพราะฉะนั้นคิดว่าถ้าตัดสินกันตามหลักกฎหมายย้อนถึงปี พ.ศ.2540 มีกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร ที่เข้ามาตรา 295 คือการแสดงบัญชีทรัพย์สิน ตอนนั้นอาจว่าบกพร่องโดยสุจริต แต่อันนี้ไม่ได้บกพร่อง แต่เป็นกรณีของการที่นายพิธาไม่รู้ ไม่ทราบว่า ITV บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการสื่อหรือไม่ เพราะต้องดูกันตามข้อเท็จจริง

ITV กับบริษัทลูกคือ บริษัท อาร์ตแวร์ มีเดีย จำกัด ก็ไม่ได้ประกอบกิจการสื่ออยู่ในรายงาน เพราะฉะนั้น ในมาตรา 151 เขียนว่า รู้อยู่แล้ว แต่จริงๆ คือไม่มีใครรู้ เพราะว่ารายงานประจำปีเขียนว่าหยุดประกอบกิจการไปแล้ว อีกทั้งหุ้น ITV ถ้าหากจำไม่ผิด มีรายการปันผลเฉลี่ยหุ้นละ 1 สตางค์ ทางคุณพิธามีอยู่ประมาณ 40,000 กว่าหุ้น บวกลบแล้วตกปันผล 400 บาท มันไม่คุ้มที่จะเอาเงิน 400 บาท ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำมาทุจริต และสัดส่วน 0.003% มันไม่สามารถสั่งใครได้ เพราะฉะนั้นเลยคิดว่าถ้ามองตามหลักกฎหมายแล้ว รู้อยู่แล้ว ต้องไปพิสูจน์กันว่ารู้อยู่แล้วหรือเปล่า ผมมองว่ารายงานประจำปีเป็นหลักฐานที่ดีที่สุด คือไม่รู้

สำหรับด่านที่ยากที่สุดคือ ส.ว. เพราะยังไม่รู้ว่า ส.ว.จะโหวตอะไร ทิศทางไหน ตอนนี้ยังตอบไม่ได้เลย คือไม่มีความแน่นอน ส่วนในด่าน กกต.หรือศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอาญา ผมคิดว่าไม่น่ากังวลเท่าไหร่ ถามว่าหากนายพิธาสะดุด รัฐบาลจะเปลี่ยนขั้วหรือไม่นั้น ผมคิดว่าไม่สะดุด ถ้าหากต้องสะดุด เชื่อว่าคงเป็นพรรคฝ่ายค้านเดิม 8 พรรคการเมืองที่ยังคงจับมือกันแน่นอยู่ ถ้าหากใคร หรือพรรคการเมืองไหนเปลี่ยนขั้ว สมัยหน้าก็คงต้องรอดูกันเลย

มันมี MOU จากการจับมือกันของ 8 พรรคการเมือง ถ้าหากพรรคการเมืองใดผิดสัญญา ก็จะผิดสัญญาใจกับประชาชน ส่วนประเด็นการชุมนุมทางการเมือง และความรุนแรง ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ต้องรอดูว่าผลจะออกมารอบไหน ถ้าเป็นรอบของ ส.ว. คิดว่าอาจจะมีม็อบทางการเมือง แต่ถ้ามาตายเพราะกระบวนการทางศาล คิดว่าน่าจะหนักเอาเรื่องอยู่ สถานการณ์ตอนนี้ยังตอบอะไรที่ชัดเจนยังไม่ได้