ก้าวไกลสู้กลับ จัดหนัก กกต. เปรียบเป็นองค์กรนั่งร้าน เคืองตั้งชุดไต่สวน เอาชนักปักหลัง ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’
สกัดนั่งนายกฯ
กกต.ตั้งกรรมการสอบ พิธา ปมถือหุ้นสื่อ และผิดอาญา ม.151 รู้ว่าขาดคุณสมบัติ แต่ฝืนลงสมัคร ส.ส.
เรื่องนี้ตกเป็นที่วิพากษ์กว้างขวาง ถึงเบื้องหน้า เบื้องหลัง ซึ่งในที่นี้ขอข้ามไม่พูดถึง
กลัวคนไม่เชื่อว่า ไม่มีเบื้องหลัง
แต่ขอนำความเห็น อดีตกรรมการการเลือกตั้ง สดศรี สัตยธรรม มานำเสนอในแง่มุมกฎหมาย
อาจารย์บอกว่า “มาตรา 151 นี้เข้าหมดทุกอย่าง โทษแรงมาก จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น 20 ปี สำคัญที่สุดคือโทษจำคุก และโทษปรับ กฎหมายไม่ได้ระบุให้ศาลรอการลงโทษได้
ศาลจะใช้ดุลพินิจให้รอการลงโทษไม่ได้ เพราะการรอการลงโทษของศาลต้องมีระบุไว้ในกฎหมายนั้นๆ เช่น ไปลักทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ กฎหมายบอกทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งศาลก็จะใช้ดุลพินิจว่าเล็กๆ น้อยๆ ก็ให้รอลงโทษไป 1-2 ปี ก็แล้วแต่ศาล แต่มาตรา 151 เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เขียนให้รอการลงโทษ ถ้าผิดก็ต้องจำคุกเลยและต้องถูกปรับด้วย เพราะกฎหมายใช้คำว่าและ ซึ่งการตีความกฎหมายต้องตีความอย่างเคร่งครัด”
ที่สำคัญคือ “ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้มาตรา 151 ซึ่งเป็นมาตราที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันมาก กรณีถือหุ้นตามมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลานาน แต่มาตรา 151 ไม่ต้องใช้เวลานาน”
และผลจากการนี้
“สมมุติศาลวินิจฉัยว่านายพิธาผิดมาตรา 151 นายพิธาก็ไม่สามารถเสนอตัวเป็นว่าที่นายกฯได้เลย เพราะขาดคุณสมบัติ และถ้าบุคคลใดถูกศาลพิพากษาจำคุก ถึงจะรอการลงโทษ ก็ขาดคุณสมบัติในการเป็นรัฐมนตรีหรือนายกฯ”
ใครได้อ่าน เรื่องที่สดศรีพูด ในฐานะนักกฎหมาย–อดีตผู้พิพากษา
คงถึงบางอ้อ ทำไมต้องพึ่งบริการ จัดยาแรง ม.151

