นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ชี้ประเด็นเด็กมอ.ปัตตานี ยังอยู่ในกรอบวิชาการ แนะรัฐเปิดกว้าง ควรหาข้อเท็จจริง สร้างความเข้าใจ อย่าตีตราว่าเป็นโจร
จากกรณีการเปิดตัว “ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ” ที่จัดขึ้น ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี มีการทำแบบสำรวจความคิดเห็นในกิจกรรมดังกล่าว โดยถามว่า เห็นด้วยกับ “สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง” หรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย ? กระทั่งถูกฝ่ายความมั่งคงมองว่า เป็นการทำประชามติเพื่อแบ่งแยกดินแดน ล่าสุด พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งการให้ดำเนินคดีนั้น
ล่าสุด (12 มิ.ย.) ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี นักวิชาการจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้ความเห็นกรณีดังกล่าวว่า มอง 2 ประเด็น ประเด็นแรก ด้านหลักวิชาการ ประเด็นหลักที่เค้าพูดในงานเสวนาคือ RSD (Right to Self-determination) หรือ สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตัวเอง ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นสิทธิประชาชน ตามหลักรัฐธรรมนูญ สามารถแสดงออกทางสิทธิของตนเอง อันนี้จะยกเป็นประเด็นให้ความคิดเห็นหรือโต้เถียงกันได้ส่วนเรื่องการทำประชามติ นั่นเป็นสิ่งที่นอกเหนือเนื้องานหรือสาระสำคัญไป คือแสดงความคิดเห็นเรื่องลงทำประชามติ ไม่ใช่เขาเสนอทำประชามติ ต้องแยกกัน เรื่องนี้ยังอยู่ในเรื่องสิทธิของประชาชนในพื้นที่
ประเด็นที่สอง คือเรื่องกฎหมาย มีข้อประเด็นหลายข้อกฎหมายที่ต้องนำมาพิจารณา หากว่าการกระทำหมิ่นเหม่ หรือเสี่ยง อ่อนไหวในทางกฎหมาย แต่เขาแสดงออกในกรอบของวิชาการ และกลุ่มนักศึกษาไม่ได้เรียกร้องเรื่องแบ่งแยกดินแดน แต่เป็นการทำเรื่องสิทธิกำหนดชะตาตนเอง และอยู่ในห้องการจัดสัมมนาเท่านั้น ในพื้นที่จำกัดมาก ยังไม่ได้ทำขยายไปข้างนอก
“ทั้ง 2 ประเด็นถึงแม้มีคาบเกี่ยวในด้านความอ่อนไหวทางกฎหมายอยู่ แต่ควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆด้วย ไม่ใช่ว่า นักศึกษาต้องการท้าทาย หรือแบ่งแยกดินแดน ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 จริงๆในทางปฎิบัติยังไม่ได้ไปถึงจุดนััน มีประเด็นที่แตะไปเท่านั้น เพราะฉะนั้นการพิจารณาของฝ่ายความมั่นคง ต้องรอบคอบ ละเอียดอ่อน ไม่งั้นจะกระทบกับกระบวนการพูดคุยสันติสุข ที่ต้องเปิดกว้าง รับฟังคำตอบที่หลากหลาย ทุกความคิดเห็น ในกรอบของข้อปรึกษาหารือ ให้หาทางออกอย่างสันติสุขต่อไป” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว
ด้าน อ.แวรอมลี แวบูละ ประธานภาคประชาสังคมชายแดนใต้คนใหม่ กล่าวว่า มองว่ารัฐควรเข้าไปหาข้อเท็จจริง อย่าสร้างความหวาดระแวงให้ขยายไปกับคนกลุ่มอื่นๆอีก เพราะจะแก้ไขได้ยาก การสร้างความเชื่อมั่นต่อกันเป็นสิ่งที่ควรทำ เมื่อกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทางสมช. ฝ่ายการเมือง ฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรเข้าไปหาต้นตอ สร้างความเข้าใจ ไม่ควรปล่อยให้ฝ่ายความมั่นคง มองและคิดในแง่ของกรอบความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ถ้าทำแบบนั้น จะเกิดความหวาดระแวงขึ้นไปอีก
“ที่รู้คือ เราต้องเข้าใจว่าเด็ก เยาวชนคนรุ่นใหม่เขามีพลังความคิดใหม่ และกำลังแรง และต้องการแสดงออกของเขา เพราะฉะนั้น ทางสมช.ควรเปิดพื้นที่ เปิดเวทีให้เขาได้พูดคุย ได้แสดงออก เพราะเขาต้องการสังคมที่ดี ไม่อยากให้มองลบ อยากให้มองบวกเอาไว้ก่อน แล้วที่เขาไม่เข้าใจต้องเข้าไปแก้ไข อย่ารีบใช้มาตรการกฎหมายแข็งๆ หรือมองเขาผิดก่อน มันจะกลายเป็นปัญหา แม้ในกรอบของกฎหมายที่จริงเขาออกหลุดๆไปนอกกรอบบ้าง แต่ลึกๆแล้วเขาเจตนาดี การแก้ปัญหาคือควรเข้าไปพูดคุยกับเขา ต้องเข้าใจน.ศ.ปี 2 ปี 3 เขายังอยู่ในวัยต้องเรียนรู้ กำลังแรง อย่าพึ่งไปตีตราเขาว่าเป็นโจร เพราะบางครั้งเขาอาจจะผิดที่ข้อมูลที่เขารับมาก็ได้ ผู้ใหญ่ หรือสมช. ควรเข้าไปสร้างความเข้าใจกันก่อน” อ.แวรอมลี ระบุ
ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

