ปลุกผี-คืนชีพ‘ไอทีวี’ เกมเขย่าเก้าอี้‘พิธา’?
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการมองปรากฏการณ์กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยกคำร้องตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล จากการถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) แต่ให้รับเรื่องพิจารณาไต่สวนในความผิดฐานสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้ว่าไม่มีสิทธิลงสมัคร ส.ส. มาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และล่าสุดรายการข่าวสามมิติได้เปิดเผยคลิปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น บมจ.ไอทีวี ประจำปี 2566 มีการชี้แจงสถานะบริษัทว่ายังไม่ได้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับสื่อ ซึ่งไม่ตรงกับเอกสารรายงานการประชุมที่ระบุว่ายังดำเนินกิจการเกี่ยวกับสื่อ

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
หากมองสถานการณ์ไอทีวีกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เรื่องนี้น่าจะมีการหักหลังกันจริงๆ และไม่รู้ว่าในที่สุดแล้วเรื่องนี้ใครจะถูกหรือผิด แต่มองดูแล้วมีความพยายามเพื่อกำจัดนายพิธาให้ออกจากสมการทางการเมืองให้ได้ แสดงว่ามีกลุ่มที่รู้สึกกังวลใจถ้านายพิธามีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรี จึงต้องทำทุกวิถีทางในการกำจัด
หากมองดูแล้วจะพบว่านายพิธาถูกเล่นทุกทิศทุกทางจากกลุ่มคนที่กังวลใจว่านายพิธาจะก้าวขึ้นมามีอำนาจ ช่วงนี้จะเห็นด่านสำคัญๆ คือ ส.ว. รวมทั้งไอทีวี ซึ่งมีการดีลกันแล้ว แต่ไม่เป็นไปตามแผน จึงเกิดการหักหลังและเปิดโปงกันยาว โดยเฉพาะประเด็นไอทีวี หากเคลียร์ไม่ได้จะทำให้ ส.ว.สบายใจไม่ยกมือให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี
หลายคนอาจจะมองว่า ส.ว.ไม่ยกมือสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ แต่การตีความทางสังคมจะเห็นว่าหากไม่ตีความเกี่ยวกับการถือครองหุ้นสื่อ หลายคนจะตีความไปที่ ม.112 ทำให้มองว่าเป็นเหตุเป็นผลกัน ต่อนี้ไปอาจจะเห็น ส.ว.ออกมาตีความในเรื่องคดีถือครองหุ้นสื่อยังไม่สิ้นสุด ถึงแม้จะมีการอ้างพยานหลักฐานขึ้นมาก็ตาม แต่คดีความจะอยู่ที่ศาล ในเมื่อศาลยังไม่ตีความและมีคำพิพากษา ส.ว.จะตีความไม่สนับสนุนนายพิธาก็ได้
การที่ กกต.หยิบยก ม.151 ขึ้นมา หากมองในเชิงบวกหากกลุ่มชนชั้นนำทะเลาะกันและมายอมรับ ม.151 นายพิธาก็จะอ้างว่าคดียังไม่แล้วเสร็จ ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นบริสุทธิ์ เพราะถือว่าเป็นคดีในชั้นศาลปกติ จะใช้เวลานานมาก อาจต้องใช้เวลา 5-6 ปี แต่หากสัญญาณชัดเจนว่าต้องการกำจัดนายพิธาออกจากสมการอำนาจ ส.ว.จะอ้างว่าจะไม่ให้เกิดความด่างพร้อย เพราะมีคดีความอยู่ เพราะฉะนั้น เพื่อความสบายใจทุกฝ่ายก็ไม่ยกมือโหวตให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี มองดูแล้ว ม.151 สามารถออกได้ทั้ง 2 มุม ถือว่าเป็นธรรมชาติของนิติศาสตร์ไทย ทำให้กฎหมายสามารถมองได้ทั้ง 2 มุม มุมแรกคือ หากยึดถือทางกฎหมายต้องรอคดีให้ถึงที่สุดก็ถูกต้อง แต่หากมองในทางรัฐศาสตร์เมื่อมีคดียังไม่ถึงที่สุด หาก ส.ว.ยกมือไปอาจจะผิดพลาด อาจจะส่งผลต่อสถานะตัวนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น เพื่อความสบายใจทางสังคม ส.ว.สามารถไม่ยกมือสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี
หากนายพิธาได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ และทุกพรรคการเมืองต่างจับมือกันอย่างแน่นแฟ้นอาจจะเกิดผลกระทบกับคนที่แอนตี้หรือต่อต้านก้าวไกล ก็จะมีกลุ่มอนุรักษนิยมส่วนหนึ่ง แต่คิดว่าไม่รุนแรงเท่ากับกลุ่มทุนที่อาจจะเสียผลประโยชน์จากนโยบายของพรรคก้าวไกล เช่น กลุ่มทุนพลังงาน คิดว่าเป็นกลุ่มใหญ่และกลุ่มที่สำคัญที่สุด ที่สำคัญเป็นปมใหญ่ เพราะดูแล้วกลุ่มทุนพลังงานก็ไปเกี่ยวข้องกับไอทีวีด้วยเช่นกัน เหมือนที่กล่าวไปแล้วไม่รู้ว่าผิดหรือถูก แต่เชื่อว่าพรรคก้าวไกลรู้แล้วว่าใครคือศัตรูตัวจริง ต่อมาก็คือกองทัพจะต้องถูกปฏิรูป เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด กลุ่มผู้ถือครองที่ดินที่จะต้องมีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน กลุ่มชนชั้นนำหลายฝ่ายอาจจะต้องได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง
การเดินหน้าทางการเมืองหากมองไปแล้วหลังจากชนชั้นนำทะเลาะกัน เมื่อมีการแฉกันแล้ว สร้างแรงกดดันให้กับสังคมค่อนข้างมาก ส่งผลให้พรรคก้าวไกลมีพลังมาก ถึงแม้ว่าจะถูกตัดสินไปในทางทิศทางใดก็ตาม บรรดามวลชนจะสนับสนุน ถึงแม้ว่านายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี มวลชนยิ่งสนับสนุนให้ไปทำเรื่องใหญ่ๆ ไปทำลายชนชั้นนำอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถ้านายพิธาถูกตัดสินไปทางลบ ประชาชนจะเร่งเร้าให้พรรคก้าวไกลต่อสู้ในเชิงโครงสร้างให้แตกหักไปข้างหนึ่ง โดยเฉพาะการลงถนนมีโอกาสเกิดขึ้นสูง หากมีการตัดสินไปในเชิงลบกับพรรคก้าวไกล โอกาสจะเกิดความรุนแรงยิ่งมีสูงตามไปด้วยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตอนนี้ปัญหาไม่ใช่มาจากผลการเลือกตั้ง แต่ปัญหาอยู่ที่กลุ่มชนชั้นนำจงใจที่จะกำจัดนายพิธาออกจากหน้ากระดานทางการเมือง
ทางออกของนายพิธามองว่าจะต้องเดินหน้าชน เพราะประเมินแล้วว่าพรรคก้าวไกลจะต้องชนะเท่านั้น หากไม่ชนะจะมีพลังประชาชนจำนวนมากที่จะสนับสนุนให้พรรคก้าวไกลต่อสู้ต่อไป
ส่วนเรื่องการขยายผลไปสู่รัฐธรรมนูญ มาตรา 1 เกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดน มองว่าหากให้ความเป็นธรรมเรื่องนี้ เพราะไม่ได้หลุดออกมาจากพรรคก้าวไกลโดยตรง หรือแกนนำพรรคร่วม แต่เป็นการจัดการสัมมนาของปัญญาชน กลุ่มอาจารย์ นิสิต นักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ไม่ได้อยู่ในรายละเอียดเนื้อหาใน MOU แต่การแบ่งแยกดินแดนมีการถูกอ้างโยงมาเป็นแนวคิดของพรรคที่จะเตรียมจัดตั้งรัฐบาลเพื่อทำเป็นเฟคนิวส์ ทั้งที่ความเป็นจริงเป็นการสัมมนาเพื่อสร้างระบบการปกครองสอดคล้องกับวิถีและวัฒนธรรมโดยไม่แบ่งแยกดินแดน
การที่นายพิธาถูกโจมตีทุกรูปแบบนั้น มองว่านายพิธาคงเดินหน้าชนต่อไป เพราะมองแล้วสังคมให้การสนับสนุน เมื่อชนชั้นนำทะเลาะกันและพยายามที่จะเอาพรรคก้าวไกลออกจากสมการอำนาจ แต่ประชาชนจำนวนมากเป็นแสนเป็นล้านยังให้การสนับสนุน อย่างไรก็ตาม นายพิธาต้องเดินหน้าชน การเมืองไทยอาจจะคล้ายกับปี 2475 แต่แหลมคมมากกว่า ชนชั้นนำอาจจะต้องถูกแรงกระแทกอย่างรุนแรงจากสังคม
ช่วงนี้ทุกพรรคการเมืองแทบไม่มีการเคลื่อนไหว มองว่าพรรคการเมืองที่ทำการเมืองแบบเดิมๆ จะนิ่งเงียบ ปล่อยให้เกมการเมืองไปอยู่ที่พรรคก้าวไกลพรรคเดียว แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยเองยังนิ่ง รวมทั้งพรรคที่จับมือจะตั้งรัฐบาลก็ปล่อยให้เป็นบทบาทของพรรคก้าวไกลเพียงพรรคเดียว หลายพรรคการเมืองคงประเมินว่าพรรคก้าวไกลไปไม่รอด เดินหน้าไปก็จะเจอปัญหาหุ้นไอทีวี ปัญหา ส.ว. แต่ลืมประเมินสถานการณ์ทางสังคมที่หนุนพรรคก้าวไกลให้มีพลังขึ้นมามาก เช่น การนำเสนอข่าวเรื่องผลการประชุมไอทีวีมีการบันทึกเสียงออกมาเผยแพร่ แต่วันนี้ประชาชนหันมาโจมตีตรงข้าม ทำให้หุ้นตก และยังลากโยงไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังไอทีวีว่ามีความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง
หาก 60 วันพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ หลักการหากเป็นความชอบธรรมพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคร่วม 8 พรรคต้องมาคุยกัน หาก ส.ว.ไม่ยกมือให้ต้องเป็นพรรคอันดับ 2 ก็คือพรรคเพื่อไทย มองดูเกมตอนนี้พรรคก้าวไกลคงไม่ไว้ใจ โดยเฉพาะตำแหน่งประธานสภา หากเป็นของพรรคอื่นไม่ใช่พรรคก้าวไกลจริงๆ ก็คงต้องเสนอให้พรรคอื่นๆ มานั่งตำแหน่งประธานสภา เกมการเมืองมีความแหลมคมมากยิ่ง โดยมีผลพวงมาจากไอทีวี มั่นใจว่าพรรคก้าวไกลคงไม่ให้ตำแหน่งประธานสภากับพรรคเพื่อไทย พร้อมทั้งดึงดันต่อไปเรื่อยๆ จนกว่า ส.ว.จะหมดวาระ เพราะพรรคก้าวไกลอาจจะมองว่าเมื่อเล่นการเมืองแบบนี้พรรคก้าวไกลก็ไว้ใจใครไม่ได้นอกเสียจากเดินเกมแบบนี้ จนทำให้เกิดการเปลี่ยนค่ายเปลี่ยนขั้วกันไปเลย พรรคก้าวไกลช่วงนี้ดูเหมือนมีพันธมิตรในทางการเมือง แต่เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ทุกพรรคการเมืองนิ่งไปหมด มีแต่ประชาชนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกล
หากเลย 60 วันไปแล้วพรรคเพื่อไทยมีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ต้องประเมินส่วนได้ส่วนเสีย หากพรรคเพื่อไทยไปจับมือกับพรรคอื่น มวลชนของพรรคก้าวไกลรับได้ไหม อนาคตการเมืองของพรรคเพื่อไทยจะเป็นอย่างไรก็ต้องประเมินกัน ถ้าพรรคเพื่อไทยอยู่ซีกพรรคก้าวไกล ไม่ยอมเปลี่ยนขั้ว อาจจะได้รับการยอมรับจากสังคม
แต่หากมีดีลลับพรรคเพื่อไทยจะเป็นต้องเปลี่ยนค่ายเปลี่ยนขั้ว จะต้องมีราคาที่ต้องจ่าย เพราะว่าสัญญาณก็แปลกๆ เศรษฐาก็ไม่พร้อม อุ๊งอิ๊งก็ไม่พร้อม ทุกคนส่งสัญญาณไม่พร้อม นายพิธาก็ไม่พร้อมอีก อาจจะกลายเป็นพรรคอันดับ 3-4 มาจัดตั้งรัฐบาล อาจจะเป็นนายอนุทิน หรือ พล.อ.ประวิตร โอกาสก็เป็นไปได้เหมือนกันในการจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าจนกว่าจะตกผลึก อาจจะต้องใช้เวลานานเหมือนกันในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
การประชุมผู้ถือหุ้นนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบริษัท มหาชน จำกัด กรณีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงเป็นปัญหาในเชิงกฎหมายมหาชน ดังนั้น ในการยื่นเอกสารควรจะต้องมีการรับรองรายงานการประชุมของ ITV ให้เรียบร้อยก่อน จึงมาพิสูจน์กันว่าจริงเท็จแค่ไหน ของจริง-ของเก๊ ผิด-ถูกอย่างไร แล้วค่อยส่งไปศาล ส่วนตัวคิดว่าศาลควรจะต้องรอกระบวนการตรงนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นจะเสียเวลา
แต่ทีนี้ถ้ารายงานที่จดบังเอิญว่ามีความตั้งใจทำให้เป็นเท็จ อันนี้จะมีปัญหาทันที คือมีความผิดตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งกรณีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม คือศาลแพ่ง แต่ว่ามีโทษทางอาญาด้วย ตรงนี้เองที่คิดว่าควรจะเคลียร์กันให้จบก่อนค่อยไปศาลตามสถานะของนายพิธาในอนาคต ถ้าตรงนี้เคลียร์กันไม่จบเรื่องก็ต้องวนไปวนมาอยู่อย่างนี้ว่าตกลงเป็นอย่างไรกันแน่ ฝ่ายหนึ่งก็ว่าอย่างนี้ ฝ่ายหนึ่งก็ว่าอีกอย่าง ประการแรกเลยต้องให้เป็นที่ยุติก่อน คือผู้บริหาร ITV เองที่ไปในการประชุมผู้ถือหุ้น ได้พูดว่า ITV ยังเป็นสื่ออยู่หรือเปล่า อันนี้สำคัญที่สุด
เรื่องการฟื้นคืนชีพ ITV เพื่อเล่นงานกันนั้น ถ้ามองในเชิงการเมืองก็มีความเป็นไปได้ เพราะการเมืองเรามองความเป็นไปได้ในทุกๆ ด้านอยู่แล้ว แต่ใครเป็นคนทำคืออีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งทางฝั่งก้าวไกลก็พร้อมสู้คดีอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าอย่างไรคิดว่า กกต.ส่งเรื่องแน่นอน ก้าวไกลมีทางเดียวคือสู้อย่างเดียว เรื่องนี้ไม่สู้ไม่ได้ ในส่วนผู้ที่ถูกกล่าวหาในเชิงอื่น เช่น การปลอมแปลง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะความผิดตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด คือโทษติดคุก อย่างไรเขาก็ต้องสู้คดี แต่จะสู้กันในประเด็นไหน เช่น เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ, เป็นความบกพร่องโดยสุจริต ซึ่งพักหลังเจอบ่อย หรือจะสู้ด้วยประเด็นไหนก็ว่ากันอีกที
แต่การที่ออกมาในรูปแบบนี้คิดว่าไม่ธรรมดา ไม่ปกติแน่นอน ถ้าพูดกันตามความเป็นจริง พูดแบบ To be fair ได้ไปค้นมาแล้วว่า ITV เป็นกิจการสื่อโทรทัศน์ที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช.หรือไม่? ก็ปรากฏไม่พบว่า ITV เป็นผู้ประกอบกิจการสื่อ แล้วเราจะตีความกันอย่างไรต่อ ในเมื่อ ITV ไม่มีใบอนุญาต ถ้า ITV ไปประกอบกิจการสื่อสารมวลชน โทรทัศน์ หรือวิทยุ นั่นแสดงว่าผิดกฎหมาย เพราะประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. ส่วนตัวคิดว่าควรจะมองอย่างนี้ คือถึงที่สุดแล้ว ITV เองไม่มีใบอนุญาต เป็นประเด็นที่เราต้องตระหนักที่สุด คือ ITV ไม่ได้เป็นสื่ออีกต่อไปแล้ว
หรือใบอนุญาตหมดอายุไปแล้ว? ก็ต้องบอกว่าจากที่ดูในเว็บไซต์ไม่มี รวมถึงกรณีผู้ประกอบกิจการที่เคยมีใบอนุญาตแต่หมดอายุไปแล้วตรงนี้ก็ไม่ปรากฏ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ITV ถูกยกเลิกสัญญาไปในช่วงก่อนเปลี่ยนกฎหมาย ฉะนั้น ในประเด็นนี้จึงคิดว่า บางทีเราต้องไปดูในหลักการพื้นฐาน (principle) ก่อนว่ามีใบอนุญาตประกอบกิจการสื่อหรือเปล่า ถ้าตอบตรงๆ ก็คือไม่มี ดังนั้น การจะพูดว่าให้ไปดูนู่นนี่นั่นคงไม่ถูก บางทีคนของแต่ละบริษัทก็ทำสื่อกันทั้งนั้น ไม่มีบริษัทไหนไม่ทำสื่อหรอก การจะบอกว่าไม่ใช่บริษัทสื่อ แต่ยังเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อสารมวลชน กฎหมายบอกไว้ ถ้าอ้างอย่างนี้ไม่ได้ พูดตรงๆ มันดูประหลาด
สิ่งที่สำคัญอย่างแรก อย่างที่บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ออกมาพูด คือจะเร่งทำการตอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหุ้นในรายงานการประชุม ว่าจริงเท็จแค่ไหน ในส่วนของรายงานที่ไม่ตรงกัน นี่คือเรื่องสำคัญที่สุดที่ควรจะต้องรีบทำ

