การเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตยจำแลง โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
กว่าที่บทความชิ้นนี้จะได้ตีพิมพ์ ก็สามารถจะพูดได้ว่าการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อ 14 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมานั้น ก็ครบหนึ่งเดือนพอดี
นี่คือประสบการณ์ทางการเมืองใหม่ในสังคมไทยที่เรากำลังเผชิญปัญหากับเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
นั่นก็คือ การที่ไม่มีความแน่นอนในการเปลี่ยนผ่านและการจัดตั้งรัฐบาล
จนนับวันก็ยิ่งแน่นอนแล้วว่า หนทางที่จะได้มาซึ่งประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งนั้นดูจะริบหรี่ลงไปทุกที
จนบางครั้งทำให้เราคงต้องมาตีความใหม่ว่า เอาจริงๆ แล้วนักวิชาการที่ยังสมาทานการเมืองในมิติของการเลือกตั้ง (electoral politics) อาจทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากทำนายผลการเลือกตั้ง และอาจจะถูกแทนที่ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ได้มากขึ้น เพราะอธิบายการเลือกตั้งได้ แต่อธิบายการจัดตั้งรัฐบาลและเปลี่ยนผ่านอำนาจจากการเลือกตั้งไม่ได้
ขณะที่นักวิชาการสายประวัติศาสตร์การเมือง และอุดมการณ์ทางการเมือง อาจจะสามารถฟันธงได้มากกว่าว่า เห็นไหมว่าการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดจากผลเลือกตั้งนั้น อันที่จริงมี “พลังฉุดรั้ง” บางประการที่ทำให้ผลลัพธ์ทางการเมือง โดยเฉพาะจากการเลือกตั้งนั้นไม่เกิดขึ้นตามที่ต้องการได้
แต่กระนั้นก็ตามการอธิบายกลุ่มก้อนทางประวัติศาสตร์ก็อาจจะมองไม่เห็นพลังที่ก่อตัวในรายละเอียดของท้องถิ่น และจุดเล็กๆ ที่ไม่ได้คาดคิดในสังคม เพราะมองกลุ่มก้อนพลังทางประวัติศาสตร์จากส่วนกลางเป็นหลักเสียมากกว่า
ภาระหน้าที่ในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลง (หรือไม่เปลี่ยนแปลง) ทางการเมืองในช่วงนี้จึงเป็นเรื่องที่ยังจะต้องวนเวียนอยู่กับการศึกษาการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมือง (regime change) ในระดับหนึ่ง และดูว่าการเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนระบอบทางการเมือง (ในแง่นี้คือระหว่างประชาธิปไตย กับเผด็จการ) ในรูปลักษณะของความครึ่งๆ กลางๆ นั้นจะเกิดขึ้นในรูปแบบไหน
ภายใต้กรอบใหญ่สองประการ คือ เรื่องของตัวการเลือกตั้งเอง และเรื่องของโครงสร้างทางการเมือง อุดมการณ์ และสถาบันทางการเมืองต่างๆ ที่มีส่วนทั้งเกื้อหนุน หรือสกัดขัดขวางการเปลี่ยนแปลง/เปลี่ยนผ่านหรือไม่เปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น
อธิบายง่ายๆ ว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราตอนนี้ คือ การทำให้การเมืองในมิติของการเลือกตั้งไร้ความหมาย แต่ก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด
แม้ว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านไป ผลการเลือกตั้งที่จะต้องถูกรับรองนั้นยังไปไม่ถึงไหน
สิ่งที่ฉุดรั้งให้ระบบการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดในการกำหนดอำนาจของสังคมนั้นมาจากกระบวนการหลังการเลือกตั้ง
แต่กลายเป็นการเมืองว่าด้วยเรื่องของ “คุณสมบัติ” ของผู้สมัครในฐานะหัวใจสำคัญของนิติสงครามรอบใหม่
ดังที่ผมได้เคยกล่าวไว้นานแล้วว่า ปัจจุบันนั้นการต่อสู้ในเรื่องการตรวจสอบและกล่าวหากันเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงนั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุดในนิติสงคราม
เท่ากับเรื่องของการเมืองว่าด้วยการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
และมีผลทำให้เกิดการตัดสิทธิที่เข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองในระยะเวลาที่ยาวนาน
อธิบายอีกอย่างก็คือ เป้าประสงค์ของการต่อสู้ทางการเมืองรอบนี้ก็คือ การกีดกันผู้ที่เห็นต่าง หรือปฏิปักษ์ทางการเมืองให้ออกไปจากปริมณฑลทางการเมือง ซึ่งสมัยก่อนอาจถึงขั้นลอบสังหาร อุ้มหาย กดดันให้ลี้ภัยออกจากประเทศ
ขณะที่ในวันนี้นั้นการคิดค้นอีกรูปลักษณะก็คือ เรื่องของการตัดสิทธิทางการเมืองนั่นเอง
ไม่ว่าผลลัพธ์ทางการเมืองในรอบนี้จะเป็นอย่างไร ความท้าทายทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ก็ยังเป็นเรื่องที่ในวงการรัฐศาสตร์ก็จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในส่วนของข้อถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยที่มีความสลับซับซ้อนขึ้น
จากเดิมที่เรามักเชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านนั้นเกิดขึ้นไปในทิศทางที่แน่นอนคือ จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย
มาสู่เรื่องที่เราเริ่มเห็นความซับซ้อนว่าระบอบเผด็จการนั้นอาจจะเปลี่ยนผ่านได้หลายรูปแบบ
และการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่ทางออกจากเผด็จการเสมอไป
จากเดิมที่เชื่อกันว่า เผด็จการนั้นปฏิเสธการเลือกตั้ง และปกครองในนามของ “การเปลี่ยนผ่าน”
นับย้อนไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา วงการวิชาการทางรัฐศาสตร์เริ่มพบว่า มีความเป็นไปได้ที่ระบอบเผด็จการจะเริ่มใช้ประโยชน์จากข้ออ้างในการเปลี่ยนผ่าน และทำให้การเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือและนั่งร้าน/ฉากหน้าในการรักษาอำนาจต่อไปในเกมประชาธิปไตย
จนบางทีเรียกว่านี่คือ ระบบลูกผสม มากกว่าระบบครึ่งใบ
เพราะระบบครึ่งใบที่เราชอบเรียกกันว่าเป็นกึ่งเผด็จการ กึ่งประชาธิปไตย บางทีก็หาจุดแบ่งไม่ได้ว่ามันกึ่งอะไรตรงไหน
แต่ระบบผสมนั้นมันชี้ชัดว่ามันเป็นเรื่องของการประสานสอดคล้องกันของสถาบันต่างๆ เพื่อให้ระบอบการเมืองนั้นดำรงต่อไปให้ยาวนานที่สุด
หนึ่งในระบอบลูกผสม (hybrid regime) ที่โดดเด่นก็คือ ระบอบเผด็จการเชิงแข่งขัน (competitive authoritarian regime) ที่เห็นว่าในหลายประเทศนั้น เผด็จการไม่ได้อยู่รอดด้วยการกดปราบโดยตรง แต่อยู่รอดด้วยการใช้หน้าฉากของประชาธิปไตย อาทิ สภาที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาทำให้เผด็จการเข้มแข็งขึ้น
ก็คือปล่อยให้มีการเลือกตั้ง ตามที่สัญญา หรือเมื่อประชาชนเรียกร้อง แต่ล็อกเป้าอื่นๆ เอาไว้ เช่น บีบสื่อไม่ให้ทำงานเสรี มีสถาบันยุติธรรมที่แต่งตั้งเองเข้ามาเป็นพวก จัดการไม่ให้ฝ่ายค้านโงหัวขึ้นมาได้
การพยายามตอบเป้าตัวชี้วัดทางประชาธิปไตยแบบปลอมเปลือกในระดับที่ไม่ให้ประเทศจมลงสู่ภาวะเผด็จการสมบูรณ์แบบ แต่เป็นประเภทกึ่งเสรี ก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การแทรกแซงจากต่างชาติเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยนั้นทำได้ไม่ง่ายนัก
และเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เผด็จการนั้นสามารถเชิดหน้าชูตาในสังคมโลกได้ง่ายกว่า ด้วยเงื่อนไขของความเป็นตัวเอง ความมีเอกลักษณ์
นอกจากนี้ มีการเลือกตั้งที่เชื่อว่ายังไงก็ชนะเพราะเขียนกติกาไว้เอง ก็เป็นเครื่องมือในการสร้างพันธมิตรกับเครือข่ายฝ่ายตรงข้ามบางพวกได้ด้วย
จากกรอบทฤษฎีเดิมที่เชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านนั้นจะมุ่งหน้าไปสู่ประชาธิปไตย เพราะมีเผด็จการสายพิราบกับนักการเมืองสามารถเจรจาตกลงการเปลี่ยนผ่านได้
มาสู่การเลือกตั้งที่ทำให้นักการเมืองที่ควรจะสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยยอมหันไปร่วมมือกับเผด็จการ และสืบสานระบอบหัวมังกุท้ายมังกรต่อไป และเชื่อมประสานผลประโยชน์กับประชาชนเพิ่มขึ้น
จากที่เล่ามาแล้วประเด็นก็คือ ระบอบผสมที่เผด็จการครอบงำและเอื้อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องผ่านกลไกประชาธิปไตยนี้จะยั่งยืนตลอดไปไหม เพราะยิ่งอธิบายมากไปก็อาจจะดูไม่มีความหวังที่จะหลุดออกมา และจะก้าวสู่ประชาธิปไตยได้เลยหรืออย่างไร
คำตอบก็คือ แม้จะยากแต่ก็มีความเป็นไปได้ ความเป็นไปได้ดังกล่าวเกิดจากความเข้มแข็งของฝ่ายค้าน หรือฝ่ายประชาธิปไตยเอง ซึ่งก็ทำได้ยากเย็นเพราะถูกจัดการตลอดเวลา
แต่ถ้าฝ่ายค้านโค่นฝ่ายเผด็จการได้ด้วยเกมประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเลือกตั้งได้โอกาสที่ประเทศจะกลายเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นก็มีความเป็นไปได้ ดังฐานข้อมูลในช่วง ค.ศ.1990-2004 ที่มีการจัดเก็บมาได้บ่งชี้ไว้ (Jason Brownlee. 2009. Portents of Pluralism: How Hybrid Regimes affect Democratic Transiyion. American Journal of Political Science. 53: 3. July: 515-532)
แต่ฐานข้อมูลนี้ก็อาจจะไม่ทันสมัยพอ เพราะในเงื่อนไขของพม่านั้น แม้พลังประชาธิปไตยจะชนะเผด็จการทหารในช่วงเปลี่ยนผ่าน หรืออธิบายง่ายๆ ว่าชนะแม้แต่ในเกมของเผด็จการเขียนขึ้นเอง แต่สุดท้ายบทที่ทหารจะทุบเอาก็ไม่ได้ยากเย็นขนาดนั้น
ในกรณีของประเทศไทยนั้น การดิ้นรนที่จะไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง หรือบิดพลิ้วการก่อตัวของพันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตยที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในรอบนี้ ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพยายามในการขยับออกจากเผด็จการ และระบอบหัวมังกุท้ายมังกรมาในระดับที่น่าพอใจ
การพยายามฝืนการเปลี่ยนแปลงของพลังระบอบเผด็จการลูกผสมที่เป็นอยู่ชี้ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้คาดคิดว่าผลการเลือกตั้งจะทำให้เขาแพ้ราบคาบเช่นนี้
แต่อย่าลืมว่าในระบอบเผด็จการเชิงแข่งขันนั้นโครงสร้างการเมืองการปกครองและกรอบรัฐธรรมนูญเอื้อให้ฝ่ายครองอำนาจชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายและเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเสมอๆ
การคาดไม่ถึงของผลการเลือกตั้ง ทำให้เห็นว่าในสนามรบของการเลือกตั้งพวกเขาพ่ายแพ้ และปล่อยให้ผลการเลือกตั้งนั้นดำเนินไป และเปิดเผยตัวออกมาแล้วว่าฝ่ายประชาธิปไตยที่เป็นฝ่ายค้านเดิมมีความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ
ทีนี้กระบวนการที่ล่าช้าในการตีความคุณสมบัติ ในการรับรองผลการเลือกตั้ง และในการสรรหาเหตุผลในการฟ้องร้อง และพยายามกดสวิตช์ให้กลไกในรัฐธรรมนูญที่พวกเขาเขียนขึ้นมาเอง เข้ามาจัดการเสียงจากประชาชนตอนนี้นั้นล่าช้าเกินไป
อย่าลืมว่าก้าวไกลนั้นไม่ใช่พรรคอันดับสามเหมือนคราวที่แล้ว
แต่เป็นพรรคที่ได้ชัยชนะทั้งสองใบมาเป็นอันดับหนึ่ง
และเพื่อไทยในฐานะพรรคอันดับสองเอง ก็ยืนยันหนักแน่นทุกวันว่าตนจะจับมือกับก้าวไกลในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ย้ายข้าง
การฝืนประชาธิปไตยและเสียงข้างมากในรอบนี้ จึงเป็นไปอย่างทุลักทุเล
อาจจะมั่นใจว่าทำได้ เพราะกฎหมายอยู่ข้างตัวเอง เพราะร่างมาเอง
แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะทำเมื่อไหร่ เพราะรู้ว่านอกจากกฎหมายที่ตนร่างมาเองแล้ว ที่เหลือไม่มีอะไรอยู่ข้างตัวเองด้วยเลย
จนถึงวันนี้ยังไม่แน่ใจว่าชัยชนะในรอบนี้จะประคองระบอบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน
และด้วยต้นทุนอะไร
และที่สำคัญต้นทุนที่จะต้องเสียไปนั้น ถ้าผลักให้คนอื่นไปไม่ได้ ก็จะน่าหนักใจว่าสุดท้ายแล้วจะเหลืออะไรอยู่ข้างตัวเองบ้าง
เพราะนอกจาก “ความชอบธรรม” นั้นแทบจะไม่เหลือแล้ว
“เวลา” ก็แทบจะไม่เหลือแล้วด้วย

