มีความพยายามจะไม่เลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี และยังมีกระแสข่าวว่าจะเขี่ยพรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้านหากทำได้ แต่เสียงของประชาชน จำนวน 14 ล้านเสียง ได้ค้ำยันทำให้ความชอบธรรมในอันที่จะไม่เลือกนายพิธาและเขี่ยพรรคก้าวไกลทำได้ยาก ทั้งนี้ เพราะพรรคการเมืองอีก 7 พรรค ยังมองเห็นความสำคัญของประชาชน 14 ล้านคน
ขณะที่วุฒิสภาที่มี 250 คน แต่มีอำนาจสามารถทำให้นายพิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการไม่ยกมือโหวตสนับสนุน แม้จะอ้างเหตุต่างๆ มาเพื่อสนับสนุนแนวทางไม่เอานายพิธาและไม่เอาพรรคก้าวไกล แต่ก็ยังไม่มีความชอบธรรมเพียงพอที่จะไม่โหวตให้นายพิธา เพราะพรรคก้าวไกลเมื่อรวมกับพรรคร่วมแล้วมีเสียง ส.ส. 312 เสียง เกินกว่ากึ่งหนึ่ง เท่ากับว่าประชาชนเกินกว่าครึ่งของผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงแสดงความต้องการออกมาแล้ว
แม้จะมีการเคลื่อนพลมารวมกันหน้ารัฐสภาเพื่อเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภาไม่สนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ แต่ถ้าพิจารณาปริมาณกลุ่มผู้ชุมนุมกับจำนวนประชาชน 14 ล้านเสียงที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลแล้ว ยังเห็นชัดว่าเสียงของกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังมีความชอบธรรมไม่เพียงพอที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาทำตามที่ตัวเองต้องการ
แม้จะมีการยื่นคำร้องต่อ กกต.กล่าวหานายพิธา รวมถึงสมาชิกพรรคก้าวไกลว่าอาจกระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญจนขาดคุณสมบัติ แต่กระบวนการพิจารณาทุกอย่างก็ต้องดำเนินการไปด้วยความระมัดระวัง เพราะเสียง 14 ล้านเสียงคอยติดตามจับตามองการจัดตั้งรัฐบาลตลอดเวลา หากพบความผิดปกติใดๆ 14 ล้านเสียงที่ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งก็พร้อมจะออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านทางโซเชียล
ไม่ว่าการต่อสู้ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์กับฝ่ายประชาธิปไตยจะรุนแรงเพียงใด แต่ทุกฝ่ายควรรักษาหลักการประชาธิปไตย คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยไว้ ในเมื่อประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่แสดงเจตจำนงมาแล้ว ทุกฝ่ายควรตอบสนอง แต่สิ่งที่เกิดกลับเป็นความพยายามให้เกิดผลตรงข้ามกับเสียงประชาชน ยิ่งมีข่าวเกี่ยวกับหลักฐานการยื่นคำร้องที่มีพิรุธ ยิ่งทำให้ความรู้สึกว่ามีอะไรที่ผิดปกติ เหมือนกำลังมีใครที่มองข้ามความสำคัญการเลือกตั้ง มองไม่เห็นความสำคัญของเสียงจากประชาชน

