‘SCB’ คาดจัดตั้งรัฐใหม่ยืดถึง ต.ค. ชี้กระทบงบปี’67 เผยถ้านายกฯไม่ใช่ ‘พิธา’ ต้องดูลำดับ กม.
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน นางสาวฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวในงานแถลงข่าวหัวข้อมุมมองเศรษฐกิจไทย ประจำไตรมาส 2 ปี 2566 ว่า เศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งจะยังมีความไม่แน่นอนสูงจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และนโยบายภาครัฐ โดยได้มองในกรณีฐาน ไทยจะได้รัฐบาลใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคม คาดว่าจะส่งผลต่อการเบิกจ่ายของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2566 ไม่มากนัก เนื่องจากรัฐบาลได้เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนและเร่งอนุมัติโครงการลงทุนไว้ก่อนยุบสภา อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้ที่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจล่าช้าไปถึงปลายเดือนตุลาคม ซึ่งจะกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ 2567
นอกจากนี้ นโยบายหาเสียงสำคัญที่จะผลักดันต่อไปเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ในกรณีฐานศูนย์วิจัยฯ คาดว่า นโยบายหลักของแกนนำรัฐบาลชุดใหม่จะส่งผลบวกต่อกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับการบริโภค รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่บางธุรกิจอาจได้รับผลลบจากนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงบางกลุ่มธุรกิจที่มีประเด็นผูกขาดทางการค้า
ขณะเดียวกัน ด้านหนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกฉากทัศน์ของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จากการดำเนินการตามรายจ่ายจากชุดนโยบายหาเสียง นอกเหนือจากแรงกดดันจากรายจ่ายเข้าสู่สังคมสูงอายุที่มีอยู่เดิม สะท้อนความจำเป็นต้องปฏิรูปการคลังเพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง
หากไม่ใช่ ‘พิธา’ นั่งนายกต้องดูกฎหมาย
นางสาวฐิติมากล่าวว่า ขณะเดียวกัน ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลไม่เป็นไปตามที่กำหนด ก็ต้องอยู่ที่ว่ากฎหมายที่อธิบายสามารถรับฟังได้แค่ไหน เพราะประชาชนเลือกรัฐบาลมาก็ตั้งใจอยากเห็นนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ประสบความสำเร็จและอยากเห็นประเทศดีขึ้น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องพิจารณาถึงเหตุผลเรื่องกฎหมายเป็นหลักว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปข้างหน้า
หากเกิดกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ใช่นาพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็ต้องพิจารณาจากลำดับทางการเมืองจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่ใช่ก็คงมีเหตุและผลของการมีผู้เหมาะสมลำดับถัดไปเข้ามาดำรงตำแหน่ง ซึ่งกรณีนี้ยังมองว่าเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุด (worst case) ซึ่งผลกระทบกว้างมากและยังไม่มีการประเมินว่าจะส่งผลกระทบขนาดไหน
“อย่างไรก็ตาม อยากเห็นรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเป็นไปตามไทม์ไลน์ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้วก็อยากเห็นรัฐบาลใหม่เร็วๆ ซึ่งจะทำให้การนโยบายต่างๆ ต่อเนื่องเร็วขึ้น ซึ่งภาคธุรกิจต้องการเห็นเช่นกัน” นางสาวฐิติมากล่าว
คาดท่องเที่ยวหนุนจีดีพีปี’66 โต 3.9%
นางสาวฐิติมากล่าวว่า ศูนย์วิจัยฯคงประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2566 ไว้ที่ 3.9% ตามภาคท่องเที่ยวคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงอยู่ที่ 30 ล้านคน ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีโอกาสแตะ 1.27 ล้านล้านบาท สนับสนุนตลาดแรงงานให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง ด้านการส่งออกไทยได้ปรับลดคาดการณ์มูลค่าส่งออกสินค้าไทยปีนี้เหลือ 0.5% (เดิม 1.2%) จากอุปสงค์โลกที่ยังอ่อนแอ แรงหนุนตลาดส่งออกจีนที่ต่ำกว่าคาด และความเสี่ยงด้านต่ำของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ประเมินว่านโยบายการเงินไทยจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องที่ 2.5% ในไตรมาส 3/2566 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และเงินเฟ้อแม้จะกลับมาอยู่ในกรอบแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงด้านสูงจากการส่งผ่านต้นทุน และแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ ภาวะการเงินไทยจึงมีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง ซึ่งผลกระทบในระยะสั้นด้านตลาดการเงินอาจทำให้เงินบาทจะยังเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐยังมีแนวโน้มแข็งค่าและเงินบาทได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากเงินหยวนอ่อนค่า
“อย่างไรก็ดี เงินบาทจะปรับแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 32-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปีนี้ จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จะปรับดีขึ้นหลังความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง และเงินดอลลาร์สหรัฐที่จะกลับมาอ่อนค่าหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หยุดขึ้นดอกเบี้ย” นางสาวฐิติมากล่าว



