อ่านเกม ม.82 แปรกฎหมายเป็นการเมือง?

15.06.23 | 10:05 น.

อ่านเกม ม.82 แปรกฎหมายเป็นการเมือง?

หมายเหตุนักวิชาการวิเคราะห์ประเด็นการใช้มาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญตรวจสอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจะมีผลประการใดต่อการเสนอชื่อลุ้นชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

เรื่องมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ เป็นกลไกที่เราเรียกว่าการควบคุมตรวจสอบภายใน ซึ่งเป็นการตรวจสอบของสมาชิกสภาแต่ละสภา นั่นก็คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งการควบคุมตรวจสอบของแต่ละสภานั้น กลไกตามมาตรา 82 ถือเป็น อำนาจที่จะต้องแยกจากกัน แต่ละสภาก้าวล่วงกันไม่ได้ ฉะนั้นมาตรา 82 จึงกำหนดว่า ส.ส.สามารถยื่นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยใช้เสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของ ส.ส. และต้องยื่นผ่านทางสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ซึ่งตรงนี้จะตรวจสอบกันได้เฉพาะ ส.ส.ด้วยกันเอง ในขณะเดียวกัน ส.ว.ก็จะตรวจสอบกันได้เฉพาะ ส.ว.ด้วยกันเท่านั้น โดยใช้เสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของวุฒิสภา ยื่นต่อประธานวุฒิสภา ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ

Advertisement

ดังนั้น การที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ บอกว่า ส.ว.จะสามารถตรวจสอบคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับทั้งหลักการและข้อกฎหมาย เพราะโดยหลักการแล้วทั้ง 2 สภา ไม่มีอำนาจตรวจสอบก้าวล่วงกัน นายวิษณุจึงกล่าวไม่ตรงกับทั้งหลักการและข้อกฎหมาย ซึ่งกฎหมายก็เขียนไว้ชัดว่า ส.ส.และ ส.ว.ยื่นได้เฉพาะ สภาแห่งนั้น คือสภาของตนเองเท่านั้น และต้องผ่านประธานสภาของตนด้วย นี่คือจุดที่ 1

จุดที่ 2 ที่นายวิษณุได้พูดถึงคือเรื่องที่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จะทำให้การโหวตนายพิธาเป็นนายกฯ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ตรงเช่นเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่า การที่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ยังสามารถที่จะโหวตได้อยู่ เนื่องจากยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยว่าบุคคลนั้นๆ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และในรัฐธรรมนูญเองก็เขียนไว้ชัดว่า การที่จะโหวตบุคคลเป็นนายกฯ จะต้องไม่มีการขาดคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เมื่อยังไม่มีคำวินิจฉัยหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการโหวต ซึ่งกรณีนี้หลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ก็มีการโหวตนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในสภาด้วยเช่นเดียวกัน โดยที่นายธนาธรถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2562 แต่ว่ามีการโหวตเลือกนายกฯในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2562 ซึ่งก็ทำได้ในเวลานั้น ดังนั้น สิ่งที่นายวิษณุกล่าว ไม่ถูกต้องตามหลักการที่ควรจะเป็นเช่นเดียวกัน

ในทางกลับกัน เวลานั้นมีการส่งเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกันว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ เพียงแต่ไม่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ และท้ายสุด พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้รับการโหวตเป็นนายกฯ เช่นเดียวกัน ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใดในเรื่องนี้ สรุปแล้วยังสามารถเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯได้อยู่ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม เพราะเคสของนายธนาธรก็เคยทำได้เหมือนกัน

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ การใช้กฎหมายให้กลายเป็นการเมือง กล่าวคือ เมื่อมีการยื่นมาตรา 82 จะยื่นโดย ส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ยื่นสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือจะยื่นโดย กกต.ก็ตาม จะเกิดเกมการเมืองขึ้นทันที อย่างเช่น อาจจะมี ส.ว.หรือ ส.ส.ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ที่ยกมือขอให้เลื่อนการโหวตเลือกนายกฯออกไป อันเนื่องมาจากกระบวนการเลือกนายกฯไม่มีความมั่นใจว่านายพิธาจะมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ เพราะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน ทั้งนี้ อย่าลืมว่าวันนี้ ส.ว. 250+ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเดิมกว่า 180 เสียง เขาคือเสียงข้างมากในที่ประชุมร่วมกันระหว่าง ส.ส.และ ส.ว. เพราะรวมกันแล้วได้กว่า 330 เสียง แม้ว่ารัฐบาลก้าวไกล 8 พรรครวมกันจะมากกว่าในสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม ดังนั้น เขาก็จะใช้เสียงข้างมากตรงนี้ในการเลื่อนการโหวตนายกฯออกไป ถ้ามีการยื่นเรื่องนายพิธาตามมาตรา 82

สรุปแล้ว โอกาสทางที่ 1 คือ ส.ว.อาจจะร่วมกับ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเดิมขอเลื่อนการโหวต หรือทางที่ 2 ส.ว.ปิดประตูนายพิธา ไม่โหวตให้เลยตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุที่อาจจะอ้างว่า ยังมีความไม่มั่นใจในลักษณะต้องห้าม แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยังไม่ตัดสิน แต่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว ก็อาจจะงดออกเสียง หรือโหวตโน สิ่งนี้จะทำให้เสียงของ 8 พรรคฝั่งก้าวไกลไปไม่ถึง 376 ก็เป็นไปได้ในทางที่ 2 แต่ไม่ว่าทางไหนก็เป็นการใช้กฎหมายให้กลายเป็นการเมือง ยิ่งทำให้ปัญหาความขัดแย้งยุติไม่ได้ ในทางกลับกันจะสร้างปมแห่งความขัดแย้งใหม่ขึ้น

ผมคิดว่าจุดที่น่ากังวลตอนนี้คือมาตรา 82 เพราะมาตรา 151 ถือเป็นเกมหลอกเท่านั้นเอง ซึ่งมาตรา 151 ทั้งเนื้อหาและกระบวนการเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก เอาแค่ส่วนแรกเรื่องเนื้อหามาตรา 151 มีลักษณะความเป็นกฎหมายอาญาเนื่องจากมีโทษจำคุก เมื่อเป็นกฎหมายอาญา การพิสูจน์ต้องชัดเจนมากๆ สิ่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา 151 รู้อยู่ว่าไม่มีคุณสมบัติแล้วไปสมัคร หรือ มีลักษณะต้องห้ามแล้วไปสมัค” ซึ่งคำว่า รู้อยู่ ไม่ใช่ คิดอยู่ คนละความหมาย จึงต้องพิสูจน์ให้ชัด ซึ่งมีกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น กรณีหุ้นสื่อของนายธนาธร ในเวลานั้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายธนาธรถือหุ้น มีพิรุธในการเบิกจ่ายเงินจากเช็ก แต่สุดท้ายเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเสร็จ มีการส่งเรื่องนี้ไปที่อัยการสูงสุด แล้วอัยการสูงสุดก็สั่งไม่ฟ้อง ด้วยเหตุว่ากระบวนการที่จะใช้มาตรา 151 ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 คือต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ชัด ดังนั้น แค่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า มีพิรุธ ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัด อัยการสูงสุดจึงสั่งไม่ฟ้องในครั้งนั้น จุดนี้แสดงให้เห็นว่า เนื้อหาเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายในการที่จะพิสูจน์

ยังไม่รวมเรื่องกระบวนการมาตรา 151 ที่คณะกรรมการไต่สวน กกต. จะต้องส่งเรื่องเข้าสู่ กกต.ชุดใหญ่ หากวินิจฉัยแล้วมีมูลก็ต้องส่งต่อไปที่อัยการสูงสุด แล้วอัยการสูงสุดส่งไปศาลยุติธรรม ซึ่งมีถึง 3 ชั้นศาล คือศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา หมดสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ก็ยังไม่รู้คดีจะจบหรือเปล่า ฉะนั้นมาตรา 151 คือเกมหลอก ส่วนมาตรา 82 คือกลไกที่จะพลิกกฎหมายให้กลายเป็นการเมือง นี่คือสิ่งที่น่ากังวลมาก และมีโอกาสเป็นซีนาริโอต่อไป เพราะ ณ ตอนนี้ ไม่ว่าอย่างไร กกต.ต้องรับรองนายพิธา สิ่งที่ กกต.จะไม่รับรองได้ต้องเป็นเหตุอันเนื่องมาจากการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หรือการเลือกตั้งมีเหตุทุจริต แต่เรื่องคุณสมบัติต้องห้ามไม่ใช่เรื่องการทุจริต ดังนั้น กกต.ไม่มีอำนาจ อย่างไรก็ต้องรับรองนายพิธาไปก่อน แต่เมื่อรับรองแล้วมีสถานะของการเป็น ส.ส.ขึ้นมา การเดินหน้าใช้มาตรา 82 จะเกิดทันที ไม่ว่าจะโดย ส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 หรืออีกช่องคือ กกต.ยื่นเอง เพราะวันนี้ กกต.ก็รับเป็นความปรากฏ หมายความว่า กกต.สามารถยื่นได้เลย ไม่ต้องสอบอะไรเพิ่มเติมเพราะรับเป็นความปรากฏแล้ว สามารถไปได้ 2 ช่องทาง แต่ซีนาริโอมาตรา 82 จะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า และจะถูกโยงไปสู่การเมือง ซึ่งก็จะเป็นกระบวนการในชั้นของการโหวตเลือกนายกฯ ที่จะมีการเมืองจาก ส.ว.เกิดขึ้นในช่วงนั้น

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์
และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร

ประเด็นของมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ โดยธรรมชาติอันดับแรก ตัวกฎหมายมาตรา 82 เป็นกรณีที่ต้องใช้ควบคู่กับในเรื่องของสมาชิกภาพของตัวสภาผู้แทนราษฎรว่า หากมีข้อสงสัยสมาชิกภาพของตัวผู้ถูกร้องว่าสมบูรณ์หรือไม่ ตามมาตรา 101 และมาตรา 111 โดยมาตรา 101 เช่น การถือหุ้นสื่อคือ 101 อนุ 3 และ 101 อนุ 6 การถือหุ้นสื่อซึ่งไปเชื่อมโยงกับมาตรา 98 อนุ 3 เรื่อง เจ้าของหุ้นสื่อ ฉะนั้นเป้าหมาย มาตรา 82 คือการให้ตัวสมาชิก ส.ส.หรือ ส.ว.เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 ร้องต่อประธานสภาที่ตนเป็นสมาชิก คือ ส.ส.ก็ร้องต่อประธานสภา คือสภาผู้แทนราษฎร ส่วน ส.ว.ร้องต่อสภา คือ ประธานวุฒิสภา ในการจะให้คำร้องส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า สมาชิกภาพของผู้ถูกร้องนั้นสิ้นสุดลงหรือยัง หรือไม่ คนทำหน้าที่วินิจฉัย คือ ศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญสามารถรับคำร้อง เมื่อรับคำร้องแล้วถ้ามีเหตุอันควรสงสัยก็สามารถมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนได้ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย หมายความว่า ถ้ามีการร้องกันในรัฐสภา กรณีเช่น เรื่องสถานะความเป็น ส.ส. ในเรื่องของการถือหุ้นสื่อจะต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 อนุ 6 จะมี ส.ส. 1 ใน 10 คือประมาณ 50 คน สามารถรวมตัวกันไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญอาจยังไม่มีคำวินิจฉัย แต่ระหว่างที่มีการวินิจฉัย สามารถมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน เช่นกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยโดนในเรื่องเดียวกันที่สงสัยในเรื่องการครบวาระ 8 ปีหรือเปล่า เมื่อมีคำวินิจฉัยแล้ว สถานะของ ส.ส.ดังกล่าว สมาชิกภาพดังกล่าวยังคงอยู่หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยนั้น

การใช้มาตรา 82 เพื่อเอาประเด็นที่มีข้อสงสัยสามารถนำมาร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เช่น ร้องว่าสถานะของพิธาสิ้นสุดลงหรือไม่ ในเรื่องเกี่ยวกับการถือหุ้นสื่อ อาจทำให้สถานการณ์หลังจากเปิดสภาเพื่อเลือกประธานสภา และเมื่อโปรดเกล้าฯประธานสภาแล้ว จะต้องเลือกนายกฯต่อ หากมีการโปรดเกล้าฯประธานสภาแล้วมี ส.ส.รวมตัวกันประมาณ 1 ใน 10 ไปร้องประเด็นนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีโอกาสให้นายพิธาหยุดการปฏิบัติหน้าที่ก่อนได้ อย่างไรก็ดี การให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ก่อนไม่ได้เป็นผลให้ถูกตัดสิทธิเกี่ยวกับเรื่องการโหวต “นายกรัฐมนตรี” กรณีนี้เห็นจากกรณีของนายธนาธรชัดเจนอยู่แล้ว

ตรงนี้นำมาสู่ประเด็นข้อถกเถียงกันว่า อาจมีการเล่นเกมตัดขาในการโหวตนายกฯในกรณีนายพิธา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน จะไปสร้างสถานการณ์ที่ทำให้กลุ่ม ส.ว.หรือ ส.ส.ฝั่งที่ไม่อยู่ใน 8 พรรคการเมือง มีเหตุผลหรือปัจจัยที่สามารถไม่โหวตให้นายพิธาได้ แม้ในทางกฎหมายจริงๆ แล้วก็ไม่ถูกตัดสิทธิ แต่เป็นเหตุผลพิจารณา ให้สถานการณ์ของนายพิธาเหมือนมีปัญหาในเชิงกฎหมายเต็มไปหมด เป็นการให้เหตุผลแก่ ส.ว.ที่จะมีข้ออ้างได้ว่า ถ้าโหวตนายกฯที่มีคุณสมบัติไม่ครบอาจจะเกิดปัญหาการต่อรอง โหวตคนที่ไม่เกิดปัญหาจะดีกว่าไหม จะเกิดข้ออ้างเหล่านี้ขึ้นมาให้กลุ่ม ส.ว. เกมมาตรา 82 แม้จะเป็นเกมในการถกเถียงทางกฎหมาย แต่เป้าจริงๆ คือทางการเมือง

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

การประชุมของกรรมาธิการของวุฒิสภาที่มีการเปิดประเด็นใหม่เตรียมรับน้องนายพิธา ในฐานะ ส.ส.ใหม่ ซึ่งเป็นเงื่อนเวลาหลังจากประกาศรับรอง ส.ส. หรือการเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ตามถ้อยคำในรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ที่เปิดช่องให้สมาชิกไม่ว่า ส.ส.หรือ ส.ว.ได้ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ในแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่า สมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภาสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 โดยเฉพาะใน (5) และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้อง ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกนั้นสิ้นสุดลงหรือไม่

ซึ่งมาตรา 101 (5) คือการขาดคุณสมบัติตามมาตรา 98 และเมื่อดูมาตรา 98 ก็กำหนดลักษณะต้องห้ามในการรับสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยกฎหมายกำหนดให้บุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใว้ใน (3) ว่า “เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นสื่อในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ”

จากข้อกฎหมายจะเห็นได้ว่าทั้ง ส.ส.จะยื่นให้ตรวจสอบ ส.ว.ก็ได้ หรือ ส.ว.จะยื่นให้ตรวจสอบ ส.ส.ก็ได้ หากนำมาปรับเข้ากับเรื่องของข้อกล่าวหาที่ว่านายพิธาถือหุ้นสื่อ จะเปิดช่องให้ ส.ส.ยื่นต่อประธานสภาที่ ส.ส.เป็นสมาชิกอยู่ก็ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลอีกข้อที่พรรคก้าวไกลควรยึดตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตีตกได้ และเหตุผลของการที่ไอทีวีไม่เป็นสื่อแล้วในทางกฎหมายก็รับฟังได้อย่างสนิทใจ อย่างไรก็ตาม แม้จะสกัดจากสภาผู้แทนฯได้ แต่มาตรา 82 ก็ยังเปิดช่องให้ ส.ว.ที่มีสิทธิยื่นต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญได้อีกช่องทางหนึ่ง น่าเชื่อว่าการเปิดประเด็นในที่ประชุมกรรมาธิการของ ส.ว. น่าจะพอทำให้คาดเดาว่านี่จึงเป็นสงครามฉากต่อไปที่พรรคก้าวไกลต้องเผชิญ

ในแง่นิติศาสตร์ต่อกรณีของนายพิธา ในทางนิติศาสตร์น่าจะถือว่าจบได้ด้วยแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา หรือศาลปกครอง หรือแม้ในแง่หลักการทางนิติวิธีทางนิติศาสตร์ก็ฟังเป็นยุติได้ เพราะความไม่เป็นสื่อของไอทีวีแล้ว หรือจะไปใช้อำนาจกำกับสื่อเพื่อเล่นงานคู่แข่งทางการเมืองก็ไม่ได้ มิหนำซ้ำนายพิธายังถูกไอทีวีที่อ้างว่ามีหุ้นอยู่เล่นงานเสียชุดใหญ่ เช่นนี้การหยิบยกขึ้นมาร้องหรือยื่นให้ตรวจสอบจึงเลี่ยงไม่ได้ว่านี่คือการหยิบเอากฎหมายซึ่งปรับไม่ได้หรือไม่เข้ากับข้อเท็จจริงแล้วมาร้องเรียน หรือส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

เท่ากับว่าการกระทำดังกล่าวเลยเส้นของการตรวจสอบ มาสู่การกลั่นแกล้งกัน จนเกิดเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของการเข้าสู่อำนาจจากอดีตในสงครามที่ใช้หอก ดาบ ปืน แย่งอำนาจกัน มาสู่ใช้มาตราต่างๆ ที่วางกับดักเอาไว้เต็มเส้นทางสู่อำนาจร้องเรียนเล่นงานกัน และเกิดภาวะดื้อรั้นทางกฎหมาย ชนิดจะเอาให้ได้ใช้ทุกช่องของพวกนิติศาสตร์เทียมนอกรีต ซึ่งมีวิชาดาบแบบงูๆ ปลาๆ แต่ไม่ได้เรียนรู้คุณธรรมกำกับดาบในมือ