‘พิธา’ ถกปัญหา PM2.5 เผยความลับเป็นผู้ประสบภัยช่วงหาเสียง เข้า รพ. รักษาตัว ชี้ความเสียหายนับหมื่นล้าน แต่ได้งบแก้ปัญหาแค่ 85 ล้าน เล็งตั้งศูนย์ปฏิบัติการมลพิษอาเซียนที่เชียงใหม่ ใช้เงินกองทุนข้ามชาติ แก้ปัญหาเชิงรุก
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่เชียงใหม่ศิริพานิช ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้พบปะพูดคุยการแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 กับ สภาลมหายใจเชียงใหม่ นักวิชาการ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และผู้ที่ได้รับผลกระทบปัญหาดังกล่าว ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อมเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 200 คน ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
นายพิธากล่าวว่า ส่วนตัวเกี่ยวข้องกับ PM2.5 ใน 3 บริบท 1.เคยเป็น ส.ส.และประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ดินและสิ่งแวดล้อม ทำให้เข้าใจปัญหาดังกล่าวระดับหนึ่ง 2.เป็นหัวหน้าพรรค ก.ก. และอดีต กมธ.งบประมาณ ทราบว่าเชียงใหม่ได้งบประมาณแก้ปัญหาผ่านกรมป่าไม้ 14 ล้านบาท กรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น (สถ.) 3 ล้านบาท กลุ่มจังหวัด 58 ล้าน และจังหวัดอีก 10 ล้านบาท รวม 85 ล้านบาท 3.เป็นผู้ประสบภัยในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เมื่อกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะมีนาคม พบค่า PM2.5 รุนแรงมากที่สุด ในรอบ 5-6 ปี ทำให้ตัวเองต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาตัว 2-3 วัน ก่อนถอดสายน้ำเกลือหาเสียงต่อ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นความลับไม่เคยเปิดเผยที่ไหน

นายพิธากล่าวว่า จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ความเสียหายจาก PM2.5 ที่มีผลต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข อาทิ โรคทางเดินหายใจ มะเร็ง เลือดกำเดาไหลในเด็ก เฉลี่ยเดือนละ 3,000 ล้านบาท ถ้ามีฝุ่นปกคลุม 4 เดือน รวมค่าเสียหายกว่า 12,000 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และศูนย์วิจัยป๋วย ประเมินค่าเสียหายกว่า 70,000 ล้านบาท แต่เชียงใหม่ได้รับงบประมาณแก้ปัญหาเพียง 85 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งสวนทางกับความเสียหายดังกล่าว ดังนั้น รัฐบาลใหม่ ต้องจัดสรรงบประมาณใหม่ให้สอดคล้องกับความเสียหาย ถ้าเป็นแบบเดิม ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องเปลี่ยนทัศนคติ หรือแนวคิด ใช้งบและวิธีทำงานแบบใหม่ เพื่อแก้ปัญหาที่ท้าทายอยู่ข้างหน้า ไม่ใช้วิธีทำงานแบบเก่าอีก
นายพิธากล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระหว่างประเทศ ประเทศและท้องถิ่น เพื่อจัดลำดับความสำคัญ พร้อมแสวงหาความร่วมมือทุกระดับ ที่สำคัญต้องแก้ปัญหาโครงสร้างเชิงอำนาจและระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการทุกภาคส่วนทำงานเป็นไปทิศทางเดียวกัน ภายใต้ความร่วมมือทั้งระดับพหุภาคี และทวิภาคี พร้อมตั้งศูนย์ปฏิบัติการมลพิษอาเซียนทีเชียงใหม่ เพื่อทำงานเชิงรุก และใช้เงินกองทุนมลพิษข้ามชาติ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งทั้งสององค์กรก่อตั้งตั้งแต่ปี 2004 หรือกว่า 20 ปีแล้ว ถือเป็นการยกระดับแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรมต่อไป
จากนั้น นายพิธาได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้สอบถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 4-5 ราย ก่อนเดินทางไปพบปะกลุ่มชาติพันธุ์ ที่สมาคมอิมแพค อ.สันทราย ต่อไป


