หน้าแรก การเมือง รุ้ง เล่าสมัย...

รุ้ง เล่าสมัยเรียนแลกเปลี่ยนที่ ‘ไร้ยูนิฟอร์ม’ ชวนทลายกำแพงอคติ มองให้ลึกสิ่งที่ ‘หยก’ อยากสื่อ

16.06.23 | 12:55 น.

รุ้ง ย้อนเล่า ‘ไร้ยูนิฟอร์ม’ สมัยเรียนแลกเปลี่ยน ชวนทลายกำแพงอคติ มองลึกสิ่งที่ ‘หยก’ อยากสื่อ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน รุ้ง- ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มราษฎร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เล่าประสบการณ์ช่วงอายุ 15 ที่แต่งไปรเวตไปเรียน โดยระบุว่า

“ย้อนกลับไปตอนเราอายุ 15 เท่าหยก เราก็โตมากับการใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียนนี่แหละ ก็มีคำถามต่อการใส่ชุดนักเรียน แต่ไม่รู้ต้องทำยังไงหรือแสดงออกยังไง ส่วนใหญ่ ๆ ก็คือไม่กล้า ช่วงนั้นเราสอบเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนได้ แล้วก็เดินทางไปในวัย 15 ย่าง 16

ไปถึงที่นั่นก็เข้าเรียน High school ตามที่เขาจัดให้ไป เรารู้ว่าโรงเรียนที่นี่ไม่มียูนิฟอร์ม ด้วยความที่ใส่ชุดนักเรียนมาตลอด ไม่แน่ใจว่าต้องแต่งตัวยังไงก็เลยพยายามเลือกเสื้อผ้าที่มันมิดชิดที่สุดไป ด้วยความเข้าใจว่าคือความเรียบร้อย พูดได้เลยว่าแต่งตัวได้แย่มาก เรียบร้อยจริง แต่แย่มากเพราะยังไม่รู้จักกับเสื้อผ้าที่เหมาะกับเรา ส่วนคนอื่นเขาชินไง ก็แต่งมาได้ดูดีในแบบที่ตัวเองชอบ และก็ได้มาพบว่าถึงจะไม่มียูนิฟอร์ม แต่มันมีสิ่งที่เรียกว่า Dress code

Dress code คือการกำหนดลักษณะการแต่งกาย เป็นกฎอันหนึ่งที่ต้องทำตาม ซึ่งก็กำหนดเป็นธีมไว้ เช่น semi-formal, casual นักเรียนมีหน้าที่ต้องแต่งกายตาม Dress code ซึ่งทุกคนก็ทำตามอ่ะนะเพราะอะไร เพราะมันไม่ไร้สาระไง มันเป็นการฝึกให้เด็กเลือกแต่งตัวให้ดูดีและเหมาะสม เวลาเดินเข้าไปในโรงเรียนจะเห็นการแต่งตัวที่หลากหลายมาก แต่นักเรียนจะมีความมั่นใจ ในเสื้อผ้าที่เขาเลือกใส่เอง ได้ออกแบบภาพลักษณ์ภายนอกตัวเอง ใส่อะไรที่เหมาะกับรูปร่างตัวเอง นี่คือการฝึกการเข้าสังคมอีกอย่างหนึ่ง และได้เสริมความมั่นใจให้นักเรียนไปด้วย

Advertisement

พอเรากลับมาที่ไทย ตอนนี้รู้แล้วว่ายูนิฟอร์มไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเหตุผลทางการเรียน แต่ก็ยังหนีมันไม่ได้ ก็ยังเรียนอยู่ที่นั่นและจะเรียนต่อจนจบ ก็จบที่ก้มหน้าก้มตายอมรับมันแหละ การแสดงออกว่าเราไม่อยากใส่ชุดเรียนในตอนนั้นคือการใส่ชุดพละทุกวันแทน และรุ้งอายุ 15 ก็ทำไปแค่นั้น ไม่ได้เกิดแรงกระเพื่อมใด ๆ แต่หยกอายุ 15 ในวันนี้เอาตัวเองเป็นเครื่องพิสูจน์อยู่ว่าใส่ชุดอะไรก็ตั้งใจเรียนได้ โดยการใส่ชุดไปรเวทเดินเข้าไปเรียน

แต่เพราะเหตุการณ์นี้หยกเลยกลายเป็นจำเลยสังคม กลายเป็นเด็กก้าวร้าวในสายตาคนมอง เราอยากให้คนไม่ลืมว่านี่คือเด็กอายุ 15 ที่กำลังแสดงออกในแบบที่ตัวเองคิด เราว่าบางอย่างจำเป็นต้องมองผ่านมันไปให้ลึกกว่านี้ ให้ลึกพอที่จะผ่านกำแพงอคติส่วนตัว และมองเห็นสิ่งที่หยกต้องการสื่อสารจริง ๆ มันก็คงยากสำหรับผู้ใหญ่ เวลาเห็นเด็กทำพฤติกรรมแบบนี้ ธงในใจก็จะลอยขึ้นมาว่านี่คือเด็กก้าวร้าว กากบาทสีแดงตัวใหญ่ ๆ ประทับไปที่ภาพหยกปีนรั้วโรงเรียน แต่เอาจริงนะ ไม่รู้สึกเล็ก ๆ บ้างหรอว่าเด็กคนนั้นกำลังพยายามอย่างมากที่จะไปเข้าเรียน อย่างที่เด็กดีควรจะทำ แต่ต้องกลายเป็นเด็กที่ดูไม่ดี ต้องปีนรั้วเข้าโรงเรียนเพราะบุคลากรในโรงเรียนไม่ต้องการ ครูปกครองปกติต้องวิ่งตามเด็กปีนรั้วหนีโรงเรียนกัน แต่นี่หยกมันปีนเข้าไปเรียน

สรุปคือ น้องมันอยากเรียนเหมือนเด็กปกติ แต่ไม่ต้องการใส่ชุดนักเรียนด้วยเหตุผลที่สังคมเราก็คุยกันมาสักพักใหญ่มากแล้ว การเปลี่ยนมาใส่ชุดไปรเวทและได้เพิ่มการฝึกดูแลบุคลิกมันก็เป็นเรื่องดี มันเป็นเรื่องจำเป็นเลยแหละ ผู้ใหญ่ทุกคนโตมาก็รู้ว่าจำเป็น งั้นทำไมเราไม่ฝึกกันตั้งแต่เด็กไปเลยล่ะ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อังคณา ยก ‘อนุสัญญาสิทธิเด็ก’ ชี้เคสหยก ‘ผู้ปกครอง’ สำคัญ ควรออกมาปกป้อง