‘ชาญวิทย์’ รับบทนักแสดง คนดังแห่ชมรอบปฐมทัศน์ An Imperial Sake Cup and I

17.06.23 | 15:44 น.

‘ชาญวิทย์’ รับบทนักแสดง คนดังแห่ชมรอบปฐมทัศน์ An Imperial Sake Cup and I

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) มีการจัดการแสดงรอบปฐมทัศน์ของ An Imperial Saka Cup and I นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้คนจากแวดวงต่างๆ เข้าร่วมรับชมอย่างคับคั่ง อาทิ นางดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล ศิลปินแห่งชาติ, ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ , ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มธ., ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มธ., นางสาวปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ มติชน ,นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ นางสาวพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า

ของสะสม 2 อย่างของอาจารย์ มีดเชลยญี่ปุ่น และ ถ้วยสาเกหลวง (เครดิตภาพ :เพจ bfloor)

ย้อนหลังไป เมื่อ 59 ปีก่อน ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ  ได้รับ “ถ้วยสาเก”ซึ่งเป็นของขวัญที่ระลึก จากการมีส่วนร่วมทำหน้าที่ถวายการต้อนรับมกุฎราชกุมารญี่ปุ่น ซึ่งต่อมา คือ จักรพรรดิเฮเซ  อากิฮิโตะ และพระชายามิชิโกะ เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2507

“ถ้วยสาเก”ใบนั้นได้นำพาเรื่องราวต่างๆ  ที่ ดร.ชาญวิทย์ในวัย 81  ได้ย้อนรอย เดินเรื่อง แพรวพราวไปด้วยลูกเล่น มุก เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ได้ตลอดการแสดง  เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็ก ๆ ประวัติศาสตร์ชุมชน ประเทศ สู่ ประวัติศาสตร์ภาพใหญ่ของโลกไว้ได้อย่างลงตัว นับตั้งแต่ เรื่องราว ของครอบครัวใน “วิกฤติการณ์บ้านโป่ง”สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มุมสู้ชีวิตสมัยทำปริญญาเอกที่คอร์แนล อิทะกะ อเมริกา ไล่มาจน 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19  ที่ ญี่ปุ่น ได้กลายเป็นสถานที่ พำนักพักพิง ของอาจารย์อยู่ระยะหนึ่ง

“ของที่เราสะสมมันมีเรื่องราวนะ แต่มันพูดไม่ได้ เราต้องเป็นผู้เล่ามัน”   ดร.ชาญวิทย์ กล่าว

Advertisement
ครอบครัวของอาจารย์ใน “วิกฤติการณ์บ้านโป่ง” ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (เครดิตภาพ :เพจ bfloor)

An Imperial Sake Cup and I เป็นการบรรยายประกอบการแสดง หรือ Lecture Performance โดย ผสมผสานกับงานวิดีโอสารคดีและกลวิธีแบบละครเวที ภายใต้การกำกับร่วมของธีระวัฒน์ มุลวิไล กลุ่มละครบีฟลอร์และนนทวัฒน์ นําเบญจพล ผู้กำกับภาพยนตร์  โดยที่ทีมงาน B-Floor กลุ่มละครเวทีขนาดเล็กที่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่ต้องการสะท้อนประเด็นปัญหาต่างๆ ในสังคมผ่านศิลปะการแสดง มีผลงานต่อเนื่องมากว่า 20 ปีแล้ว
การแสดงแบบบรรยายเรื่อง An Imperial Sake Cup and I เปิดแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2020 ที่พิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยใหม่เอี่ยมในโครงการ The Breathing of Maps  ที่เชียงใหม่  ก่อนจะเปิดแสดงแบบออนไลน์ในเทศกาล BIPAM 2021 และเพิ่งบินไปจัดแสดงที่ Tokyo Festival เมื่อเดือนตุลาคม  2565 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากผู้ชมชาวญี่ปุ่นอย่างดีเยี่ยมทั้ง 3 รอบ

เช่นเดียวกับการตอบรับอย่างอบอุ่น จากผู้ชมล่าสุดในการจัดแสดงจริงระหว่าง 16-18 มิ.ย.65 ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) บัตรเข้าชมถูกจองเต็ม  ทุกรอบทุกที่นั่งโดยผู้ชมส่วนใหญ่ที่เป็น คนรุ่นใหม่

ภาพจาก ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ผู้จัดการแสดงคือ  มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์  ร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ธรรมศาสตร์และ B-Floor Theatre, Mobile Lab  โดยมีผู้สนับสนุน คือ  The James H.W. Thompson Foundation โก๋แก่ มูลนิธิ ดร. โกวิท วรพิพัฒน์ มติชน หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โคโรลล่า อัลติส  และคาราบาวแดง

ส่วนหนึ่งของแฟนคลับ มิตรสหาย และลูกศิษย์ อาจารย์ชาญวิทย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ(ที่ 3 จากขวา) และ ปานบัว บุนปาน(ที่ 2 จากขวา) และทีมงานมติชน

ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ กล่าวว่า การแสดงดังกล่าว สะท้อนยุคสมัยที่คนระดับนำของประเทศทำตัวเหลวไหล ระบบก็ง่อนแง่น การแสดงของศาสตราจารย์ ดร. ชาญวิทย์จึงเป็นการเตือนให้สติก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป การแสดงนี้

เรตติ้งกระฉูด ตอนตอบคำถาม  ดร. ชาญวิทย์ให้ข้อคิดจากประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งว่า เราปฏิรูปกันมาตลอด จากสมัย ร.5 แต่คิดว่ายังไม่เคยมีการปฏิรูปเกิดขึ้นจริงๆเลย นั่นคือบริบทต่อการมองอนาคตใหม่ที่ผู้ฟังตั้งใจรอคำตอบ

ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ กล่าวด้วยว่า เรื่อง “ถ้วยสาเกหลวง” เป็นการพรรณนาประวัติศาสตร์สองอาณาจักร ญี่ปุ่นกับสยาม มีทั้งเหมือนและต่าง แต่ที่แน่ๆญี่ปุ่นก้าวพ้น “เมจิ” ไปแล้ว แต่สยามไทยยังย้ำเท้าอยู่อย่างไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ทุกคำขวัญหลักที่รัฐใช้อยู่ขณะนี้ “สามัคคี สมานฉันท์ มั่นคง” เป็นอันเดียวกับที่ใช้ในศตวรรษที่ 19 ต่อหน้าการคุกคามของจักรวรรดินิยมอังกฤษและฝรั่งเศส ปัจจุบันนี้ จักรวรรดินิยมถูกกลืนไปในโลกาภิวัตน์หมดแล้ว แต่สยามยังแต่งตัวไม่เสร็จ ขอความมั่นคงไปอีกสัก 20 ปี