‘ชาญวิทย์’ รับบทนักแสดง คนดังแห่ชมรอบปฐมทัศน์ An Imperial Sake Cup and I
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) มีการจัดการแสดงรอบปฐมทัศน์ของ An Imperial Saka Cup and I นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้คนจากแวดวงต่างๆ เข้าร่วมรับชมอย่างคับคั่ง อาทิ นางดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล ศิลปินแห่งชาติ, ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ , ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มธ., ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มธ., นางสาวปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ มติชน ,นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ นางสาวพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า

ย้อนหลังไป เมื่อ 59 ปีก่อน ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้รับ “ถ้วยสาเก”ซึ่งเป็นของขวัญที่ระลึก จากการมีส่วนร่วมทำหน้าที่ถวายการต้อนรับมกุฎราชกุมารญี่ปุ่น ซึ่งต่อมา คือ จักรพรรดิเฮเซ อากิฮิโตะ และพระชายามิชิโกะ เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2507
“ถ้วยสาเก”ใบนั้นได้นำพาเรื่องราวต่างๆ ที่ ดร.ชาญวิทย์ในวัย 81 ได้ย้อนรอย เดินเรื่อง แพรวพราวไปด้วยลูกเล่น มุก เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ได้ตลอดการแสดง เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็ก ๆ ประวัติศาสตร์ชุมชน ประเทศ สู่ ประวัติศาสตร์ภาพใหญ่ของโลกไว้ได้อย่างลงตัว นับตั้งแต่ เรื่องราว ของครอบครัวใน “วิกฤติการณ์บ้านโป่ง”สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มุมสู้ชีวิตสมัยทำปริญญาเอกที่คอร์แนล อิทะกะ อเมริกา ไล่มาจน 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 ที่ ญี่ปุ่น ได้กลายเป็นสถานที่ พำนักพักพิง ของอาจารย์อยู่ระยะหนึ่ง
“ของที่เราสะสมมันมีเรื่องราวนะ แต่มันพูดไม่ได้ เราต้องเป็นผู้เล่ามัน” ดร.ชาญวิทย์ กล่าว

An Imperial Sake Cup and I เป็นการบรรยายประกอบการแสดง หรือ Lecture Performance โดย ผสมผสานกับงานวิดีโอสารคดีและกลวิธีแบบละครเวที ภายใต้การกำกับร่วมของธีระวัฒน์ มุลวิไล กลุ่มละครบีฟลอร์และนนทวัฒน์ นําเบญจพล ผู้กำกับภาพยนตร์ โดยที่ทีมงาน B-Floor กลุ่มละครเวทีขนาดเล็กที่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่ต้องการสะท้อนประเด็นปัญหาต่างๆ ในสังคมผ่านศิลปะการแสดง มีผลงานต่อเนื่องมากว่า 20 ปีแล้ว
การแสดงแบบบรรยายเรื่อง An Imperial Sake Cup and I เปิดแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2020 ที่พิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยใหม่เอี่ยมในโครงการ The Breathing of Maps ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเปิดแสดงแบบออนไลน์ในเทศกาล BIPAM 2021 และเพิ่งบินไปจัดแสดงที่ Tokyo Festival เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากผู้ชมชาวญี่ปุ่นอย่างดีเยี่ยมทั้ง 3 รอบ
เช่นเดียวกับการตอบรับอย่างอบอุ่น จากผู้ชมล่าสุดในการจัดแสดงจริงระหว่าง 16-18 มิ.ย.65 ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) บัตรเข้าชมถูกจองเต็ม ทุกรอบทุกที่นั่งโดยผู้ชมส่วนใหญ่ที่เป็น คนรุ่นใหม่

ผู้จัดการแสดงคือ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ธรรมศาสตร์และ B-Floor Theatre, Mobile Lab โดยมีผู้สนับสนุน คือ The James H.W. Thompson Foundation โก๋แก่ มูลนิธิ ดร. โกวิท วรพิพัฒน์ มติชน หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โคโรลล่า อัลติส และคาราบาวแดง

ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ กล่าวว่า การแสดงดังกล่าว สะท้อนยุคสมัยที่คนระดับนำของประเทศทำตัวเหลวไหล ระบบก็ง่อนแง่น การแสดงของศาสตราจารย์ ดร. ชาญวิทย์จึงเป็นการเตือนให้สติก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป การแสดงนี้
เรตติ้งกระฉูด ตอนตอบคำถาม ดร. ชาญวิทย์ให้ข้อคิดจากประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งว่า เราปฏิรูปกันมาตลอด จากสมัย ร.5 แต่คิดว่ายังไม่เคยมีการปฏิรูปเกิดขึ้นจริงๆเลย นั่นคือบริบทต่อการมองอนาคตใหม่ที่ผู้ฟังตั้งใจรอคำตอบ
ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ กล่าวด้วยว่า เรื่อง “ถ้วยสาเกหลวง” เป็นการพรรณนาประวัติศาสตร์สองอาณาจักร ญี่ปุ่นกับสยาม มีทั้งเหมือนและต่าง แต่ที่แน่ๆญี่ปุ่นก้าวพ้น “เมจิ” ไปแล้ว แต่สยามไทยยังย้ำเท้าอยู่อย่างไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ทุกคำขวัญหลักที่รัฐใช้อยู่ขณะนี้ “สามัคคี สมานฉันท์ มั่นคง” เป็นอันเดียวกับที่ใช้ในศตวรรษที่ 19 ต่อหน้าการคุกคามของจักรวรรดินิยมอังกฤษและฝรั่งเศส ปัจจุบันนี้ จักรวรรดินิยมถูกกลืนไปในโลกาภิวัตน์หมดแล้ว แต่สยามยังแต่งตัวไม่เสร็จ ขอความมั่นคงไปอีกสัก 20 ปี

