คอลัมน์หน้า 3 : สายธาร ความคิด บทเรียน จาก ‘น้องหยก’ เส้นทาง คดเคี้ยว
ไม่ว่ากรณี “น้องหยก” ไม่ว่ากรณี “สมรสเท่าเทียม” ไม่ว่ากรณี “สุราก้าวหน้า” ล้วนดำรงอยู่อย่างเห็น “หินลองทอง”
แยก “จำแนก” จัดกลุ่มทาง “ความคิด”
เหมือนมิได้เป็นเรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้า “น้องหยก” ก็เคยมีการเคลื่อนไหวของ “เนติวิทย์”
มีคนแบบ “เพนกวิน” มีคนแบบ “ตะวัน แบม”
ยิ่งการเคลื่อนไหวในท่วงทำนองของ “มิน มิน” ผ่านกระบวนการแห่ง “นักเรียนเลว” ยิ่งเป็นมากกว่า “ปักธง”
แต่แล้วก็ดำรงอยู่ในแบบ “หินลองทอง”
เช่นเดียวกับการปรากฏขึ้นของ “สมรสเท่าเทียม” เช่นเดียวกับการปรากฏขึ้นของ “สุราก้าวหน้า”
ก่อให้เกิด “สันปันน้ำ” ในทาง “ความคิด”
มีคนจำนวนไม่น้อยเกิดนัยประหวัดไปยังบทบาทในแบบ “โคเปอร์นิคัส” แห่งโปแลนด์ “กาลิเลโอ” แห่งอิตาลี
ในยุคที่เห็น “โลก” เป็น “ศูนย์กลาง”
ในยุคที่ปราชญ์จีนลงความเห็นผ่านคำว่า “จงหยวน” คือการดำรงอยู่ของโลก กลายเป็นรากฐานแห่ง “ต้าฮั่น”
ไม่เว้นแม้กระทั่งยุค “ขงจื่อ” หรือยุค “เหมาเจ๋อตง”
ความเจ็บปวดที่ “โคเปอร์นิคัส” ได้รับ แตกต่างอะไรไปจากความเจ็บปวดที่ “น้องหยก” ประสบครั้งแล้ว
ครั้งเล่า
“เพนกวิน” ถูกเยาะเย้ย ถากถาง
ไม่ต่างอะไรกับที่ครั้งหนึ่งคนมองว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เป็น “ตัวตลก” ประเมินว่าบทเพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” เลื่อนลอย
แล้ว ณ วันนี้ “บทสรุป” เป็นอย่างไร
ยอมรับเถิดว่า การครอบงำในทาง “วัฒนธรรม” สำคัญและใหญ่หลวงยิ่ง ไม่เพียงในสังคมไทยไม่เพียงในสังคมจีน
หากเป็น “กฎ” แพร่กระจายอยู่ทั่วโลก
หากอิทธิพลของ “ขงจื่อ” ไม่ยิ่งใหญ่ทรงอิทธิพล ผ่าน “การปฏิวัติวัฒนธรรม” มาแล้วเหตุใดจึงอยู่ยงคงกระพัน
กลายเป็น “สถาบันขงจื่อ” ในยุคแห่ง “สี”
เราเคยมีคนอย่าง กุหลาบ สายประดิษฐ์ เราเคยมีคนอย่าง เสนีย์ เสาวพงศ์ เราเคยมีคนอย่าง อุดม
สีสุวรรณ
แต่ยังจำเป็นต้องมีคนอย่างเสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ยังจำเป็นต้องมีคนอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อย่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล อย่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เหมือนกับมี “เพนกวิน” เหมือนกับมี “น้องหยก”
แม้หลายคนจะหงุดหงิดกับสถานะในแบบ “เหมาเจ๋อตง” แต่ก็มีหลายบทสรุปของ “เหมาเจ๋อตง” ยังทรงความหมาย
เริ่มจาก เยาว์ที่รัก เธอเหมือน “อาทิตย์” ยาม “อุทัย”
ขณะเดียวกัน ในท่ามกลางอุปสรรคอันดาหน้าเข้ามาหลากหลายรูปแบบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมก็ยังก่อให้เกิดบทสรุปปลอบใจ
“เส้นทาง” คดเคี้ยว แต่ “อนาคต” รุ่งโรจน์

