1เดือนหลังเลือกตั้ง เกมสกัดพิธา-การเมืองชุลมุน

18.06.23 | 12:11 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีสถานการณ์การเมืองหลังวันเลือกตั้งที่ 14 พฤษภาคม โดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ได้ส.ส.มากที่สุด ถูกร้องถือครองหุ้นสื่อไอทีวี และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังไต่สวนซึ่งจะมีผลต่อการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

มุมมองในการตั้งคณะกรรมการของ กกต.ขึ้นมาเพื่อพิจารณาการถือครองหุ้นสื่อไอทีวีของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผมเห็นว่า กกต.สามารถตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 151 นั้นทำได้และเป็นสิทธิทำได้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และตรวจสอบเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ขณะนี้ดูแล้วจะไม่มีผล เรื่องนี้น่าจะจบแล้ว หากดูจากเอกสารที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่งมาก็ชัดแล้วว่าเป็นผู้จัดการมรดก ไม่ได้ถือครองหุ้น เรื่องของไอทีวีน่าจะจบแล้ว เพราะไม่มีผลต่อนายพิธา เพราะไม่ได้ถือครองหุ้นสื่อเป็นเพียงผู้จัดการมรดกเท่านั้น

ส่วนที่จะเป็นปัญหาจะตกกับผู้ที่ร้องเรียนมากกว่า จะต้องพิจารณาว่าเป็นการร้องเท็จหรือไม่อย่างไร ส่วนการพิจารณาเรื่องบันทึกรายงานการประชุม หรือวิดีโอการประชุมที่ได้บันทึกไว้ คงเป็นเรื่องของไอทีวีเองเท่านั้น แต่อาจจะโยงไปถึงการเมืองว่า มีขบวนการจริงๆ ที่จะทำลายหรือไม่อยากให้นายพิธา หรือพรรคก้าวไกลมีบทบาททางการเมือง และถือว่าเป็นประเด็นการเมืองที่สำคัญ

Advertisement

ส่วนกรณีมองว่าจะสร้างความหนักใจให้กับทางศาลหรือไม่นั้น ผมว่าศาลไม่หนักใจ เพราะหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว ก็อยู่ที่ใครจะไปร้องกล่าวโทษ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ หรือนายศรีสุวรรณ จรรยา ว่าร้องเท็จหรือไม่ คิดว่าศาลทำงานง่ายขึ้นเพราะมีหลักฐานชัดเจน ส่วนการร้องเรียนนายพิธาในครั้งนี้อาจจะมองว่าเป็นการเตะถ่วงในการจัดตั้งรัฐบาล และการตั้งนายกรัฐมนตรีได้เหมือนกัน ถ้าใช้มาตรา 151ตามกระบวนการยุติธรรม จะต้องใช้เวลานานพอสมควรในการพิพากษาว่าผิดหรือถูก อาจจะทำให้เป็นเหตุ ส.ว.จะไม่ยกมือโหวตให้กับนายพิธาได้

ซึ่งเหตุผลที่ ส.ว.จะยกมือโหวตให้นายพิธาหรือไม่นั้นมี 2 เหตุผลคือ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาผู้นั้น ให้สันนิษฐานว่าผู้นั้นยังบริสุทธิ์ และหากมีการเคลียร์กันได้และมี ส.ว.ส่วนหนึ่งยอมรับได้ว่า นายพิธาเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะโหวตให้ แต่ถ้าคุยกันไม่ได้ก็อาจจะมาอีกเหตุผลหนึ่ง จะอ้างว่ามีคดีความทั้งศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกติ และยังอยู่ในประเด็นการพิจารณาของศาล หาก ส.ว.ไปยกมือโหวตอาจจะมีปัญหาในเรื่องการทูลเกล้าฯเสนอให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากยังมีคดีความอยู่อาจจะไม่เหมาะสม

การที่ ส.ว.จะยกมือโหวตนั้นถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ว.แล้ว แต่ทำไมต้องหาเหตุมากล่าวอ้าง โดยเฉพาะการถือหุ้นสื่อ หรือมองอีกทางหนึ่ง ส.ว.จำนวนมากอาจจะไม่อยากสนับสนุนพรรคก้าวไกลด้วยเงื่อนไขหลายๆ อย่าง จึงต้องหาเหตุผลอธิบายให้กับสังคม

ส่วนความหวังที่นายพิธาจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ผมมองว่า 50-50 โดย 50 แรกที่นายพิธาจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคือ 8 พรรคการเมืองคงยืนยันในการที่จะเป็นพรรคร่วม รวมทั้งแกนนำทั้ง 8 พรรค สามารถโน้มน้าวหรือสื่อสารพูดคุยกับ ส.ว.ได้เกิน 70 ที่นั่ง ก็มีโอกาส

แต่หาก ส.ว.ใช้เหตุผลเรื่องความไม่ชัดเจน เรื่องคดีความการถือครองหุ้นสื่อ ก็อาจจะเป็นเหตุไม่ยกมือโหวตก็ได้ เพราะปัญหา 8 พรรคร่วม โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลไม่สามารถหาสมาชิก ส.ส.ฟากตรงข้ามมายกมือโหวตให้ ก็ต้องอาศัย ส.ว.เพียงอย่างเดียว ขณะนี้หลายคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพรรคก้าวไกล กังวลใจที่ ส.ว.อาจจะหันมาสนับสนุนพรรคก้าวไกล เพราะเกมการเมืองพาไปทางนั้น โดยเฉพาะจุดชี้ขาดที่นายพิธาจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ จะอยู่ที่ ส.ว.เท่านั้น

หากให้มองบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เกี่ยวกับการคุม ส.ว. ผมมองว่าทั้ง 2 คนยังมีอำนาจ จึงมีภาพแสดงออกมาโดยตลอดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ ส.ว. หากไม่สามารถคุมเกม ส.ว.ได้ คงมีสัญญาณชัดเจนมากกว่านี้ เพราะสังคมกดดัน แต่ 2 ป.ยังมีอิทธิพลมาก ส.ว.จึงได้มีการวางท่าทีสงวนบทบาททางการเมืองไว้ก่อนในขณะนี้

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ประเด็นสำคัญเวลานี้ คือ เราผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 1 เดือน แต่เรายังไม่ได้รับการรับรอง ส.ส.ความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้น ประเด็นต่างๆ เต็มไปหมด ในการสกัดเสียงข้างมาก ทั้งเรื่องหุ้น ไอทีวี ที่มีทั้งประเด็นในเรื่องของการประชุม เรื่องของคลิป เรื่องของงบการเงิน เรื่องของหนังสือประสงค์บริคณห์สนธิ ประเด็นที่ออกมา เป็นประเด็นที่เกิดจากการเล่นประเด็นผ่านสื่อ ในสภาวะที่ไม่แน่นอน คือเมื่อไหร่ก็ตาม ยังไม่มีการรับรอง ส.ส.ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น กกต.จะใช้กระบวนการปกติ ในการรับเรื่องร้องเรียน ดึงบางประเด็นคำร้องไหนที่ไม่เหมาะสมก็ตีตกไป แล้วก็ตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาประเด็นดังกล่าว เป็นกระบวนการปกติ ซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไร กกต.ก็ต้องทำกระบวนการตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว

แต่ปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้น คือ สถานการณ์รับรอง ส.ส.ล่าช้าเกินความจำเป็น จึงสร้างความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้นักวิเคราะห์ทางการเมือง รวมถึงกลุ่มการเมืองมองว่ามีทางอื่นที่มากไปกว่าเสียงข้างมากทั้ง 8 พรรค ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหา ซึ่งเรามองทางออกของประชาธิปไตยเป็นทางออกเดียว ซึ่งทางออกนี้ได้ตัดสินไปแล้วในวันเลือกตั้ง ได้เสียงข้างมาก 312 เสียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ด้วยการที่ถูกรับรองช้า ก็เกิดประเด็นข่าวลืออะไรต่างๆ เต็มไปหมดเลย มีการจับขั้วใหม่ และมีการเปิดประเด็น 151 ใหม่ เพื่อให้ ส.ว.ไม่โหวต มันเป็นผลมาจากความไม่แน่นอน ตรงนี้ต่างหากที่ต้องรีบแก้ไข

กกต.สามารถรีบแก้ไขได้ หากรับรอง ส.ส.ให้เร็วที่สุด เพื่อนำไปสู่การเปิดสภาผู้แทนราษฎร อันนี้เป็นเรื่องแรก

ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของหุ้นไอทีวีประเด็นที่เป็นข้อปัญหาในทางกฎหมาย นั่นก็คือหุ้นสื่อของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าจะกระทบต่อการโหวตนายกรัฐมนตรีหรือเปล่า ประเด็นนี้ถ้าเรามองในข้อเท็จจริงแล้ว เราจะพบว่า ยังไม่ได้มีการฟ้องหรือเอาประเด็นมาตั้งอย่างจริงจัง เพราะประเด็น 151 เราก็ยังไม่เห็น กกต.ว่าจะทำอะไร ยังมองไม่เห็นประเด็นว่า กกต.จะชี้ในเรื่องอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นสถานการณ์เรื่องหุ้นไอทีวีจึงอยากให้รอให้ทาง กกต.ชี้ประเด็นออกมาก่อนว่าก้าวไกลจะมีประเด็นปัญหาตรงไหนบ้าง และทางพรรคก้าวไกลจะได้ตอบโต้ในด้านกฎหมายได้ถูก ว่า กกต.ชี้ประเด็นเหล่านี้มา 1 2 3 4 ก้าวไกลจะได้ดำเนินการชี้แจง แล้วจะได้ดูว่าในแต่ละประเด็น มีพยาน หลักฐานอะไร พยานหลักฐานถูกต้องหรือไม่

ประเด็นเรื่องหุ้นไอทีวี ผมเลยมองว่าเป็นประเด็นที่จะสร้างความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหา แต่แน่นอนยังไม่ใช่เป็นปัญหาในทางกฎหมายว่าจะโหวตให้ผ่านหรือไม่ผ่าน ประเด็นความไม่แน่นอนทางการเมืองตรงนี้ จะมาปะทะแข่งขันกับการเดินสายของพรรคก้าวไกล ถ้าเราเปรียบเทียบดูการเดินสายของพรรคก้าวไกล ไปตามจังหวัดต่างๆ เดินสายไปพบกับกลุ่มนักธุรกิจ แล้วไปพบมวลชน ตามจังหวัดลำปาง ชลบุรี อะไรพวกนี้ มันคือการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความแน่นอน ว่านี่คือจะเป็นรัฐบาลในการจัดตั้งรัฐบาล

เพราะฉะนั้นในสภาวะที่ยังไม่มีการรับรอง ส.ส. ตรงนี้เลยเป็นการปะทะกันระหว่างฝั่งที่พยายามดึงประเด็นเรื่องไอทีวี ดึงเรื่องความไม่เหมาะสมของนายพิธา รวมไปถึงประเด็นการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งจะสร้างความไม่แน่นอน

ในขณะที่ทางฝั่งพรรคก้าวไกล พยายามเดินสายสะสมมวลชน การเดินสายไม่ได้ไปเพียงการไปขอบคุณอย่างเดียว แต่เป็นการสะสมมวลชน ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เราคือรัฐบาลที่พร้อมจะทำงาน เพราะฉะนั้น ณ เวลานี้ จึงกลายเป็นเกมทางการเมืองในการต่อสู้กัน ที่จะดึงความมั่นใจ จะจัดตั้งรัฐบาลได้ เลยกลายเป็นคู่ต่อสู้ที่ค่อนข้างแปลก

โดยปกติการต่อสู้ควรเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากกับฝ่ายค้านที่เป็นเสียงข้างน้อยใช่ไหมครับ แต่การเมืองที่เราเห็นในช่วงนี้ ช่วงการรับรอง ส.ส.นี้ กลายเป็นการเมืองของ 8 พรรคการเมืองเสียงข้างมากกับองค์กรอิสระ กลายเป็นว่าเกิดการปะทะกันในส่วนของคู่นี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงกลายเป็นการแข่งขันการเมือง จนกว่าที่ กกต.จะดำเนินการอย่างเป็นทางการว่าจะเล่นงานนายพิธาในประเด็นใดบ้าง ตรงนั้นเราจึงจะสามารถวิเคราะห์ต่อไปได้ว่านายพิธาจะมีโอกาสรอดมากน้อยแค่ไหน

ส่วนประเด็นข้อที่ 3 อันสุดท้าย ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ปัญหาเรื่องหุ้นไอทีวีจะพาการเมืองไทยไปอยู่ตรงไหนดีกว่า แนวคิดส่วนตัวผม มองว่าปัญหาเรื่องหุ้นไอทีวี รวมถึงกฎหมาย ที่มีปัญหาหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 151 หรือมาตรา 82 มันกลายมาเป็นการเปิดช่อง แต่ไม่ใช่เปิดช่องเพื่อเล่นงานนายพิธาในตัวของตัวเอง แต่เป็นการเปิดช่องเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการโหวตนายกรัฐมนตรี แน่นอนภายใต้บริบท ณ ปัจจุบัน 8 พรรคการเมืองมีเสียงข้างมากค่อนข้างเยอะมาก และพรรคก้าวไกลก็ได้เสียงข้างมากอันดับ 1 หากกลุ่มพลังที่มองเห็นว่าจะต้องโค่นพรรคก้าวไกล ดำเนินการลักษณะเช่นเดียวกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แน่นอนว่า ครั้งนี้จะจบไม่เหมือนกับเมื่อปี’62

กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับเสียงข้างมาก ครั้งนี้อาจจะต้องประเมินความว่ามันคุ้มหรือไม่ที่จะดำเนินการดังกล่าว ด้วยเหตุเช่นนี้ ประเด็นมาตรา 82 เลยปรากฏขึ้นมา ก็คือ ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ให้หยุดให้นายพิธาไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน แล้วในวันที่ลงโหวตนายกฯ ก็จะไม่มีชื่อนายพิธาเสนอ แม้ว่าในทางกฎหมายก็สามารถเถียงกันได้ว่าจะเสนอได้หรือไม่ได้ ซึ่งกฎหมายก็ไม่ได้บอกไว้ว่า ห้ามเสนอชื่อ แต่ก็จะกลายมาเป็นเหตุผลให้กับทั้ง ส.ส.เสียงข้างน้อย และ ส.ว.ที่ไม่ต้องการโหวตให้นายพิธา โดยอ้างว่าโหวตไป ถ้าไม่สามารถทำงานได้จะทำอย่างไร เพราะถ้าโหวตไปแล้ว นายพิธาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ก็ไปตั้งคณะรัฐมนตรีไม่ได้ ตรงนี้ก็จะกลายมาเป็นข้ออ้างของฝั่ง ส.ว.และฝั่ง ส.ส.เสียงข้างน้อย ในการไม่โหวตให้กับนายพิธา ผมมองว่าเกมการต่อสู้เป็นลักษณะดังกล่าว ไม่ได้ลักษณะจะเด็ดหัวพรรคก้าวไกล หรือจะยุบพรรคก้าวไกล

เพราะฉะนั้นจะสรุปอย่างไร สำหรับสถานการณ์ตอนนี้คือเราจะพบว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองเหมือนเกิดขึ้น และความไม่แน่นอนตรงนี้ทำให้เราไม่มั่นใจด้วยว่าคะแนนเสียงข้างมากจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ซึ่งในตรงนี้ ก็ต้องมองการต่อสู้ทางการเมือง เราจะเห็นจริงๆ ว่า มีฝ่ายบางกลุ่มที่พยายามสร้างความไม่แน่นอนตรงนี้ขึ้นมา จะมีนักร้องมาร้องประเด็นนู่นนี่นั่น นำเสนอประเด็นที่บอกว่ารัฐบาลไม่ใช่พรรคก้าวไกลแน่ๆ ที่พรรคก้าวไกลพยายามเคลื่อนไหวสะสมมวลชน เพื่อสร้างความแน่นอนตรงนี้

ถ้า ณ วันนี้เรามองการเมืองไทยในภาพนี้ ทุกอย่างจะมองเห็นชัดเจนขึ้น จาก 2 สถานการณ์ คือ กกต.รับรอง ส.ส. แล้วเปิดประชุมสภา หรือ กกต.มีคำสั่งชัดเจนว่าจะเล่นงานนายพิธาในเรื่องใดบ้าง สักทางใดก็ทางหนึ่ง การเมืองไทยจะชัดเจนมากยิ่งขึ้น หากไม่ชัดเจนใน 2 เรื่องนี้ ซึ่งอยู่ในมือของ กกต.ทั้งคู่ การเมืองไทยก็จะเต็มไปด้วยข่าวลือและนักร้องดังกล่าว

จริงๆ กกต.มีหน้าที่คือพิจารณาเสียงข้างมาก หรือการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ กกต.หรือองค์กรอิสระวางตัวเองเป็นผู้ขัดแย้ง หรือเป็นฝั่งตรงข้ามกับผลการเลือกตั้ง ตรงนี้อาจพาประเทศไทยกลับไปสู่วังวนที่เป็นปัญหาเดิมๆ ในอดีต เพราะผู้ที่ชนะการเลือกตั้งเขาคงไม่ยอมแน่นอน เขากำลังสะสมมวลชน ณ ตอนนี้ ก็คงหลีกหนีไม่พ้น ก็ต้องมีการลงท้องถนนกันอีก แล้วนำพาความขัดแย้งการเมืองไทยที่ควรจะแก้ไขในสภา ถ้ารับรอง ส.ส.แล้วไปโหวตแข่งกันในสภามันจบ

แต่ถ้ามีการเตะตัดขากันแล้วองค์กรอิสระวางตนเองไว้ที่ฝั่งตรงข้ามกับเสียงข้างมาก ก็อาจทำให้การเมืองไทยกลับไปสู่ความขัดแย้งในจุดเดิมๆ