แฟลชสปีช : ‘วิษณุ พิธา และหยก’
หลังข้อมูล “หุ้นไอทีวี” ที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ถูกร้องเรียนว่าถือครอง ขอให้ “กตต.” ทำเป็นคดีเพื่อตัดสินว่า “ขาดคุณสมบัติสมัคร ส.ส.และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” เกิดพลิกด้วยการเปิดโปงของ “รายการข่าว 3 มิติ”ที่ “ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” เอาหลักฐานมาแฉ จนน้ำหนักเรื่อง “ขบวนการทำลายทางการเมือง” สร้างความเชื่อให้ประชาชนอย่างกว้างขวาง จำทำท่าว่า “ขบวนการสืบทอดอำนาจ” พลิกมาเป็นฝ่ายตั้งรับ
“วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ผู้เสกกฎหมายให้เป็นออกฤทธิ์กำหนดทิศทางทางการเมือง โดยเป็นที่เลื่องลือถึงความเป็น “เนติบริกร” หรือ “ผู้ใช้ด้วยกฎหมาย” ชื่อกระฉ่อน ได้ออกมาตีความความอ่อนไหวของ “กฎหมาย” อันเกี่ยวข้องกับการโหวตเลือก และนำเสนอนายกรัฐมนตรี ทั้งในส่วนของ “ผู้โหวต” คือ “ส.ส.และ ส.ว.” เลยถึงไปหนักที่คนทำหน้าที่ประธานรัฐสภา
ลากการเมืองที่ใครต่อใครเห็นว่าพอเห็นทางสร้างแล้วเข้าสู่ทางตันในถ้ำมืดอีกรอบ
คราวนี้คล้ายเจตนาว่าจะมืดสนิท
สถานการณ์ขีดเส้นให้ “ส.ส.และ ส.ว.” ทั้งสภาต้องเดินตามเช่นนี้ หากเป็นเมื่อก่อนทุกอย่างฉลุย ด้วยความพร้อมเพรียงที่ทุกคนจะร่วมกันประกาศว่า “มันจบแล้วครับนาย” แล้วเดินตามต้อยๆ อย่างไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไร และจะพากันไปไหน
ทว่าวันนี้ ไม่เป็นอย่างนั้น “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ที่กลายเป็นนักการเมืองที่มีกระแสความนิยมสูงลิ่วตั้งแต่ช่วงท้ายๆ ของการหาเสียงเลือกตั้ง และดูเหมือนจะมากขึ้นเรื่อยๆ หลังชนะการเลือกตั้งอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่คาดหมาย
ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ไม่ได้ปล่อยให้ “มันจบแล้วครับนาย” มากำหนดการต่อสู้
ท่ามกลางอุปสรรคที่คนเคยชินกับประสบการณ์ และกรอบการวิเคราะห์เก่าต่างทุบโต๊ะว่า “ไม่รอด”
“พิธา” กับพลพรรคก้าวไกลกลับหนักแน่นยิ่ง ในการประสานพลังกับประชาชนและทุกภาคส่วน
ใน 8 พรรคการเมืองที่เซ็น MOU ร่วมจัดตั้งรัฐบาล แม้จะมีกลิ่นออกมาให้ชาวบ้านร้านตลาดสัมผัสได้บ้างในบางครั้งว่า “หวาดหวั่นไม่น้อยกับเกมที่อ่อนไหว” นี้ แต่ไม่มีพรรคไหนที่ไม่หยัดยืนกับการร่วมสร้าง “รัฐบาลประชาธิปไตย”
เมื่อ “พิธา” ออกเยี่ยมสถาบันที่เป็นศูนย์รวมธุรกิจต่างๆ การต้อนรับล้วนเป็นไปด้วยดี
ที่ “พิธา” นำทีม “พรรคก้าวไกล” เดินทางขอบคุณประชาชนในจังหวัดต่างๆ ทุกหนแห่งเกิดปรากฏการณ์ “พิธาฟีเวอร์” ผู้คนแห่แหนกันออกมารุมล้อม ร่วมเป็นขวัญกำลังใจให้ “ผู้นำคนใหม่” ท่ามกลางเสียงกู่ร้องชื่นชมในฐานะ “ผู้นำแห่งความหวัง” สัมผัสถึงความเชื่อมั่นใน “กลิ่นความเจริญ” กระจายว่อน
ประชาชนที่ตัดสินแล้วเลือกใครเป็นผู้นำประเทศ ส่งคลื่นพลังให้ใครก็ตามที่ยืนหนุนกลไกที่สร้างอุปสรรคได้รับรู้ว่า “ครั้งนี้จะไม่จบแล้วโดยง่าย”
สัญญาณความพร้อมจะต่อสู้ให้ถึงที่สุดแสดงให้เห็นชัดเจนอยู่ทั่วไป
หากถามว่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยวิธีไหน
ภาพตัดมาที่ “หยก” นักเรียนมัธยมที่ต่อต้านระบียบของโรงเรียนในแบบ “ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ยอมโยนทิ้งอนาคตเพื่อเปลี่ยนกติกาการอยู่ร่วมกันในสังคม”
มีผู้คนมากมายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง การแสดงให้เห็นกติกาที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพเบื้องต้นของมนุษย์เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง จากผู้คนในกลุ่มนำที่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชน และเหมือนกับว่าทุกคนเรียงหน้ากันออกมาแสดงอย่างไม่มีใครแตกแถว
สงครามกับกติกา และวัฒนธรรมดูจะเกิดขึ้นแล้ว
“เงียบแต่ร้อนระอุ” และเสี่ยงต่อการขยายตัวลุกลามไปในหัวใจคนไทยรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว และน่าจะในทุกมิติ
คำถามคือ “จะรับมือสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร”
การ์ตอง

