หน้าแรก การเมือง มุมเล็กๆ ในท่...

มุมเล็กๆ ในท่ามกลางความตื่นตัวเรื่องกระจายอำนาจ

21.06.23 | 01:30 น.

มุมเล็กๆ ในท่ามกลางความตื่นตัวเรื่องกระจายอำนาจ

เพียงชั่วข้ามคืนของการเลือกตั้งและหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนกระแสการตื่นตัวเรื่องการกระจายอำนาจจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

และเป็นกระแสที่ชัดเจนกว่าเรื่องอื่นๆ ของพรรคที่ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง ได้แก่ พรรคก้าวไกล

แม้ว่าประเด็นเรื่องของการส่งเสริมการกระจายอำนาจจะถูกเขียนไว้ในเอ็มโอยูของว่าที่พรรคร่วม (จัดตั้ง) รัฐบาล

แต่ดูเหมือนว่าพรรคก้าวไกล และคู่แฝดในการเคลื่อนไหวของเขาคือก้าวหน้า จะผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในฐานะพรรคและกลุ่มการเมืองที่สอดประสานกัน และคาดว่าจะทำโดยการผลักดันในนามของพรรคก้าวไกลมากกว่าว่าที่แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

Advertisement

คือไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ พรรคก้าวไกลน่าจะผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ไม่ว่าจะได้นั่งมหาดไทยหรือเปล่า

เพราะพรรคอื่นอาจจะมีรายละเอียดในเรื่องการกระจายอำนาจต่างกัน บางพรรคอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ อาจจะมองในจังหวัดที่พร้อม หรือบางพรรคอาจไม่ได้มองเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าฯเท่ากับการขยายฐานตัวเลือกของผู้ว่าราชการจังหวัดจากข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยออกไปที่กระทรวงอื่นๆ ด้วย

โดยภาพรวมปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องกระจายอำนาจของพรรคก้าวไกล-ก้าวหน้านั้นมีความแข็งแกร่ง พูดมานาน และเป็นรูปธรรมขึ้นจากชัยชนะของตัวแทนก้าวหน้า และพรรคก้าวไกลในการชนะเลือกตั้งในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่ผ่านมา

และชัยชนะของพรรคก้าวไกลจากเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งทั่วไปรอบล่าสุด ก็มีแนวโน้มที่ประชาชนจะสนใจการเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่นมากขึ้น

ยิ่งตอนนี้พรรคก้าวไกล-ก้าวหน้า เริ่มการขับเคลื่อนการกระจายอำนาจในระลอกใหม่โดยการจับมือกับสมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งสามระดับ คือ อบจ. เทศบาล และ อบต. เพื่อสรุปประเด็นกฎหมายและระเบียบ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขทั้งเรื่องอำนาจหน้าที่ ด้านการคลัง และด้านงานบุคคล ที่เกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องของการถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร

และการเข้าพบผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานครพร้อมข้อเสนอการเลือกผู้ว่าฯเขต

ก็ยิ่งทำให้เรื่องของการกระจายอำนาจดูจะเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญมากที่สุดในช่วงนี้ แม้ว่าบางคนอาจจะยังไม่ตระหนักถึงรอบนี้ เทียบกับกระแสการตอบรับตัวแคนดิเดตพรรค และการพูดถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ตอนนี้เหมือนจะเงียบลง

ในมุมเล็กๆ ของผมกระแสเรื่องการกระจายอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แม้ว่ายังคงจะต้องใช้เวลาอันยาวนานในการแก้ปัญหาสิ่งนี้

ในวันนี้นอกจากความเข้าใจของการกระจายอำนาจไปในเรื่องของรูปแบบการปกครอง และอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมถึงโครงการที่ อปท.จะทำได้นั้น ผมคิดว่า เรื่องที่ยังคงจะต้องพูดกันในปัจจุบันคือการขยับจากการกระจายอำนาจไปสู่การเสริมอำนาจและการสร้างอำนาจของท้องถิ่นให้เข้มแข็ง (from decentralization to empowerment)

หมายถึงการเพิ่มทั้งอำนาจการบริหารที่เป็นเรื่องในกระแส และการเสริมอำนาจประชาชนหรือพลเมืองในพื้นที่ให้สามารถตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเขาได้

การส่งเสริมการกระจายอำนาจที่มุ่งแต่การปฏิรูปอำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมสร้างการสนับสนุนจากผู้บริหารท้องถิ่นที่อยู่ในอำนาจได้ และทำให้เกิดความเชื่อว่าการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น และการเสริมอำนาจท้องถิ่นผ่านการแก้กฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจเพิ่มขึ้น

แต่การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับท้องถิ่นนั้นยังจะต้องมีบทบาทในแง่ของการที่ประชาชนในท้องถิ่นสามารถควบคุมและตรวจสอบการบริหารในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ

โดยเฉพาะภาพที่ทับซ้อนสำคัญไม่ใช่การต่อสู้เพียงแค่ระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น

แต่เป็นเรื่องของการที่จะต้องออกแบบสถาบันที่ส่งเสริม และกำกับดูแลความสัมพันธ์ทางอำนาจในระดับท้องถิ่นให้มีพลวัตและสะท้อนความต้องการของผู้คน ที่มากกว่าเปิดให้มีการแข่งขันทางอำนาจระหว่างผู้นำในท้องถิ่นเท่านั้น

ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ทางอำนาจในท้องถิ่นไม่ได้มีแค่เพียงเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ ผู้บริหาร กับประชาชนในฐานะผู้ลงคะแนน และในฐานะลูกค้าผู้รอรับบริการ

แต่ยังหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันของประชาชนในท้องถิ่นว่าจะสามารถมีชีวิตร่วมกันอย่างไร ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย ความร่วมมือ และความตึงเครียดในการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นร่วมกัน

เพราะการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นในวันนี้ทำให้เห็นว่าเกิดความแตกต่างหลากหลายของผู้คน และมีทั้งโอกาสที่จะร่วมมือ และขัดแย้งกันได้มากทั้งจากผลประโยชน์ส่วนตัว และเงื่อนไขของการต้องร่วมมือกันในการขับเคลื่อนชีวิตของพวกเขาเพื่อจัดการกับทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานของเขาได้

และดังที่ย้ำไว้แล้วว่า การบริหาร และการตรวจสอบการบริหาร รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกันและการลดความขัดแย้งในพื้นที่ลงก็เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ท้องถิ่นนั้นเติบโตและยั่งยืน

อีกเรื่องที่สำคัญในการกระจายอำนาจก็คือ การควบคุมประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารผ่านหลักวิชา ซึ่งเรื่องนี้ย่อมต้องควบคู่กันกับเรื่องของการมีส่วนร่วม ความเข้มแข็งในการบริหาร และการตรวจสอบ หารือ และสร้างความร่วมมือกันในท้องถิ่น ที่ได้อภิปรายไปแล้วในข้อแรก

เพิ่มเติมอีกนิดว่า ไม่ว่าผู้บริหารจะมาจากการเลือกตั้ง มาจากการคัดสรร หรือมาจากการมอบอำนาจให้บริหารจัดการเรื่องเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ความเข้มแข็งของท้องถิ่นก็จะต้องหมายถึงความสามารถในการตรวจสอบและกำกับดูแลการบริหารจัดการท้องถิ่นได้อย่างจริงจัง

ในทิศทางที่สำคัญในวันนี้ เรามักจะมองว่าเทคโนโลยีสามารถถูกนำเข้า หรือจัดซื้อจัดจ้างเข้ามาแก้ปัญหาท้องถิ่นได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

คือมองเรื่องการสร้างสรรและอัจฉริยะแบบแดกด่วนว่าคือทางออกของท้องถิ่นได้เพียงแค่นำเข้ามาเท่านั้น

แต่สิ่งที่จะต้องพิจารณาก็คือ เทคโนโลยีต่างๆ หรือเทคนิคการบริหาร เช่น การให้เอกชนมารับทำแทนองค์กรปกครองท้องถิ่นนั้นจะต้องถูกตรวจสอบ หารือ และควบคุมได้โดยอำนาจในท้องถิ่นอย่างไร

ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นภายใต้ดุลแห่งความทันสมัยที่เห็นว่า ถ้าท้องถิ่นอื่นมีเทคโนโลยีนี้ ท้องถิ่นของเราก็ต้องมีบ้าง ผ่านการไม่ตรวจสอบเสียก่อนว่ามีความจำเป็นแค่ไหน และมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อะไรบ้างในพื้นที่

ในบางเรื่องเทคโนโลยีอาจช่วยเรื่องเล็กๆได้ แต่ก็ยังต้องการความเข้าใจภาพรวมของปัญหาเล็กๆ ว่ามันสะท้อนปัญหาอะไรที่ใหญ่กว่านั้น

เรื่องน่าแปลกใจในกรณีของ กทม.ก็คือ ทำไมไม่มีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลง กทม.ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งมากนัก แต่มาเริ่มพูดเรื่องการจะแก้ปัญหา กทม.ในแง่การบริหารหลังการเลือกตั้ง (อันนี้หมายถึงพรรคก้าวไกลกับก้าวหน้า)

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังดีกว่าหลายพรรคที่ไม่พูดอะไรมากในเรื่องการแก้ปัญหา กทม. มองแค่ว่าจะแก้ปัญหาด้วยโครงการ

เนื่องในโอกาสที่ กทม.นั้นเปลี่ยนแปลงมาครบหนึ่งปีผ่านการบริหารของอาจารย์ชัชชาติ ผมคิดว่ามีสี่เรื่องที่ต้องคิดกันให้หนัก

ประการที่หนึ่ง การแก้กฎหมาย กทม.ในระดับ พ.ร.บ.กทม. โดยเฉพาะในส่วนของโครงสร้างอำนาจการเมือง ที่มีผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯสี่คน และที่ปรึกษาอีกเก้าคน

อันนี้ต้องรื้อ ไม่มีประโยชน์อะไรกับการมีที่ปรึกษาเก้าคน ที่ไม่มีอำนาจสั่งการ

ความเร่งด่วน คือ การปรับจำนวนผู้บริหารให้มีผู้ว่าฯสี่คน และมีรองผู้ว่าฯสักคนหรือสองคนพอ ดู กทม.กับฝั่งธนก็ได้ แล้วที่เหลือให้เป็นรองผู้ว่าฯที่คุมสำนักให้หมด ปรับสำนักให้พอกับรองผู้ว่าฯ เหมือนมีรัฐมนตรีกำกับไป

รองผู้ว่าฯอาจเป็นตำแหน่งนั่งควบก็ได้

เมื่อแก้เช่นนี้ผู้ว่าฯจะสามารถหาคนมีความสามารถมาร่วมทีมแล้วทำงานในการคุมสำนักได้จริง เหมือนรัฐมนตรีที่คุมกระทรวง เพราะสำนักของ กทม.มีเป็นสิบ แต่ปัจจุบันรองผู้ว่าฯคนหนึ่งคุมหลายสำนักเกินไป

ประการที่สอง ไม่มีความจำเป็นต้องเลือกผู้ว่าฯเขตเลย แต่ควรสร้างระบบประเมินผู้ว่าฯเขตให้โปร่งใสเสียก่อน ผู้ว่าฯหรือสภาเขตควรพิจารณาเลือกผู้อำนวยการเขตมาจากความต้องการของประชาชนและความต้องการในการพัฒนาของตัว กทม.เอง

ในปัจจุบันเราไม่มีความรู้เลยว่าการโยกย้ายผู้อำนวยการเขตนั้นทำจากอะไร จำเป็นไหมที่ต้องเป็นข้าราชการ กทม.

ระบบการประเมิน ผอ.เขตจากประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญ เทคโนโลยีในการสร้างการมีส่วนร่วมในการประเมิน ผอ.เขตและเขต รวมทั้งสำนักยังไม่ถึงประชาชน มีแต่เทคโนโลยีในการบริหาร ไม่ใช่เทคโนโลยีในการประเมิน

ประการที่สาม ระบบตัวแทนเขตจากการเลือกตั้งที่หายไปคือสภาเขต ขณะที่ สภา อบต.สภาเทศบาล และสภา อบจ.นั้นมี กทม.มีแต่สภา กทม. ไม่มีระดับเขต และถ้ามีต้องคิดใหม่ ไม่ทำเป็นพวงแบบเดิม ต้องออกแบบการมีส่วนร่วมในเขตใหม่ ต้องมีอำนาจควบคุมตรวจสอบ ผอ.เขตอีกทาง และผู้ว่าฯมีอีกทาง สภาเขตไม่จำเป็นต้องมาแบบเดิม อาจมีความเป็นตัวแทนที่ซับซ้อน เช่น มาจากกลุ่มธุรกิจ กลุ่มชุมชนเก่า กลุ่มคอนโด กลุ่มสถานศึกษา ฯลฯ ก็ได้ ควรเป็นการทดลองว่าแต่ละเขตควรมีรูปแบบแบบใด แต่พวกเขาต้องควบคุมตรวจสอบ ผอ.เขตและเขตได้อีกทาง โดยผู้ว่าฯและส่วนกลางของ กทม.คุมไว้อีกทาง

ประการที่สี่ ควรรวบรวมข้อมูลโครงการที่กระจัดกระจายที่ทำไปแล้ว มาตอบคำถามใหญ่ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของ กทม.มันยังเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนแปลงไป หนึ่งปีที่ผ่านมา ทราฟฟี่ฟองดูว์มีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจ และประชาชนควรเข้ามาร่วมรับรู้ว่าภาพปัญหาของ กทม.เปลี่ยนไปอย่างไร

ทั้งหมดที่กล่าวมาคงเป็นมุมเล็กๆ ที่เสริมไปในภาพใหญ่ในการตื่นตัวเรื่องการกระจายอำนาจของพรรคก้าวไกล-ก้าวหน้าที่เป็นไปในทิศทางที่ดีและความชื่นชมในผลงานของอาจารย์ชัชชาตินั่นแหละครับ