นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดตั้งรัฐบาลแม้ล่าช้า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจไม่ได้มีมากอย่างที่กังวล เพราะขณะนี้แม้จัดตั้งรัฐบาลได้ในสิงหาคม แต่งบประมาณประจำปี 2567 ที่จะล่าช้าออกไปอย่างน้อย3-6 เดือน หรือน่าจะอนุมัติได้ปี 2567 เป็นต้นไป เพราะต้องปรับใหม่ตามการพิจารณาของรัฐบาลใหม่ รวมถึงหากพรรคก้าวไกล แกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่เสนอเป็นงบประมาณฐานศูนย์ต้องจัดทำรายละเอียดใหม่ทั้งหมด กว่างบจะได้จึงล่าช้า ทำให้รัฐบาลจะจัดตั้งได้เร็วมากเท่าใด แต่เมื่อถูกจำกัดด้วยงบประมาณก้อนเดิม การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คงไม่ได้มีผลแง่บวกมากนัก ความหวังประชาชนและภาคเอกชนคือ เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว ก็จะได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการดำเนินตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้
นายสมชายระบุว่า ความกังวลในตอนนี้คือ การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศทางการเมือง เนื่องจากเสียงข้างน้อยมีจำนวนประมาณ 188 เสียง เทียบกับเสียงข้างมากประมาณ 300 กว่าเสียงนั้นต่อให้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ แต่จะหางูเห่าในพรรคใดมาช่วยได้ครบ 250 เสียง ในกรณีที่สามารถจัดตั้งได้เพราะมี ส.ว.ช่วยโหวตเสียงให้ แต่การเป็นรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพนั้นจะต้องมีเสียงข้างมาก เพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านมีพลังในการอภิปรายมากเกินไป รวมถึงการผ่านงบประมาณต่างๆ ก็อาจผ่านไม่ได้ง่ายเท่าที่ควร ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะมีตามมาอีกมากอาทิ ขาดเสถียรภาพ กระทบกับการบริหารไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร รวมถึงความชอบธรรมของรัฐบาลจะถูกกระทบแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ น.ส.ฐิติมา ชูเชิด ผอ.ฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจ และตลาดการเงิน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปัญหาความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปและมีความเป็นไปได้ที่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจล่าช้าไปถึงปลายเดือนตุลาคม ซึ่งมองว่าเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด โดยจะกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ 2567 อาจล่าช้าออกไป 6 เดือน จะกระทบกับการเบิกจ่ายรัฐ โดยเฉพาะงบการลงทุน ฯลฯ ทั้งนี้ ได้ประเมินความเสี่ยงการเมืองไทยอาจวุ่นวายมากขึ้น หากพรรคลำดับที่ 1ไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และแกนนำการจัดตั้งรัฐบาลพลิกมาเป็นเพื่อไทย หรือถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาลผสมกับสองฝ่าย หรือจะเป็นทางเลือกอื่นๆ เช่น มีนายกฯนอกบัญชี ซึ่งคงต้องประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจแต่ละ Scenario อีกครั้ง
ความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาล ที่ขณะนี้แม้พรรคก้าวไกลได้ลงนามเอ็มโอยูตั้งรัฐบาลร่วมกับ 7 พรรค แต่ยังรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ไม่ถึงจำนวนเป้าหมาย 376 เสียงตามกติกา ทำให้ฝ่ายวิชาการ นักธุรกิจภาคส่วนต่างๆ วิตกกังวล จะส่งผลกระทบต่อทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หากพรรคที่ชนะเลือกตั้ง และรวบรวมเสียงกระทั่งกลายเป็นฝ่ายเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ แต่มีรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นตามช่องทางรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นไปตามครรลอง ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ความชอบธรรม ที่เป็นหัวใจของการบริหารบ้านเมือง ทุกฝ่ายจึงควรต้องยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย เคารพการตัดสินใจของประชาชน ตั้งรัฐบาลโดยคำนึงถึงผลการเลือกตั้ง ให้ความสำคัญกับเสียงเจ้าของประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงฉากทัศน์ที่ฝ่ายต่างๆ ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

