ละเอียด อ่อนไหว ตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ ก้าวไกล เพื่อไทย

19.06.23 | 12:25 น.

ตําแหน่ง “ประธานสภา” กำลังจะกลายเป็น “เผือกร้อน” ทางการเมือง ไม่ว่าจะอยู่ในมือของพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะอยู่ในมือของพรรคเพื่อไทย

ทั้งๆ ที่มี “เป้าหมาย” แตกต่างกัน

พรรคก้าวไกลยืนยันผ่าน “แถลง” อย่างเป็น “ทางการ” ของพรรคบนฐานแห่งหลักการและ “แนวทาง” เดิม

นั่นก็คือ “กา” ก้าวไกล ประเทศไทย “ไม่เหมือนเดิม”

นั่นก็คือ สนองรับต่อแนวทางและนโยบายกว่า 300 นโยบายของพรรคก้าวไกลบนฐานแห่งความต้องการสร้าง “ความโปร่งใส”

Advertisement

นั่นก็คือ ถ่ายทอดทุก “การประชุม” เปิดเผยทุก “ข้อมูล” นั่นก็คือ สร้างฐานผ่านระบบ “รัฐสภา” เพื่อเปิดทางสะดวกให้กับเป้าหมาย “3D” ในทางการเมืองในทางการทหาร

แล้วพรรคเพื่อไทยล่ะ อะไรคือ “เป้าหมาย”

หากมองผ่านแต่ละจังหวะก้าวในห้วงก่อน “การเลือกตั้ง” เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พรรคเพื่อไทยไม่แสดงท่าทีอย่างแจ้งชัด

แม้ต้องการ “แก้รัฐธรรมนูญ” แม้ต้องการเปิดพื้นที่ “เศรษฐกิจ”

กระนั้น พรรคเพื่อไทยก็อาศัย “ประสบการณ์” และ “ความจัดเจน” ในฐานะที่เคยทำงานมาแล้ว สร้างผลงานมาแล้ว

นั่นก็คือ ทำมาแล้ว และพร้อมที่จะทำงานต่อ

ไม่ว่าจะเป็นผลงานในยุคหลังการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544ไม่ว่าจะเป็นผลงานในยุคหลังการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554

ในยุค “ทักษิณ” ในยุค “ยิ่งลักษณ์”

เมื่อทุกอย่างมาอยู่ในมือของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มาอยู่ในมือของ นายเศรษฐา ทวีสิน ก็พร้อม
เดินอย่างมั่นใจ

แล้วทำไมจึงต้องการตำแหน่ง “ประธานสภา”

บทเรียนการดำรงตำแหน่ง “ประธานสภา” จากอดีต มีอย่างน้อย 2 แนวทางใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

1 แนวทางหลักอันเป็น “ความเชื่อ” 1 แนวทาง “พิเศษ”

แนวทางหลักศึกษาได้จากกรณีพรรคชาติไทยเสนอชื่อ นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ พรรคสามัคคีธรรมเสนอชื่อ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์

เป้าหมายเพื่อตัดออกจาก “สมการ” ในตำแหน่ง “รัฐมนตรี”

นายอุทัย พิมพ์ใจชน เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เสนอ ดำเนินไปในทิศทางนี้ แต่เมื่อพรรคชาติไทยเสนอกลับกลายเป็นอีกแนวทางหนึ่ง

เนื่องจาก นายอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นหัวหน้าพรรคเอกภาพ

เนื่องจากพรรคเอกภาพมี ส.ส.เพียง 3 คน การเสนอชื่อ นายอุทัย พิมพ์ใจชน จากพรรคชาติไทยจึงเป็น “กลเกม”

กลเกมชิงการนำเหนือ “กิจสังคม” เหนือ “ประชาธิปัตย์”

คําถามก็คือ ท่าทีอันมาจากพรรคเพื่อไทยต่อตำแหน่ง “ประธานสภา” มาจากพื้นฐานอะไรในทางการเมือง

ต้องการตัดชื่อ “บางคน” ออกไปจาก “สมการ”

หรือต้องการอาศัยจำนวน 141 ส.ส.ซึ่งเป็นรองจำนวน 151 ของพรรคก้าวไกลเพียง 10 มาเป็นเครื่องต่อรองและชิงการนำ

คำถามนี้จะมี “คำตอบ” ไปในทิศทางใด