หน้าแรก การเมือง เอฟเฟ็กต์ ‘กา...

เอฟเฟ็กต์ ‘การเมือง’ สุญญากาศฉุดส่งออก

20.06.23 | 07:45 น.

ตัวเลขส่งออกไทยติดลบข้ามปี 7 เดือนต่อเนื่อง เทียบกับช่วงเดียวกันเดือนต่อเดือนจากปีก่อนหน้า ตุลาคมปี 2565 มูลค่า 21,772.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 4.4% พฤศจิกายนปี 2565 มูลค่า 22,308.0 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 6.0% ธันวาคมปี 2565 มูลค่า 21,718.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 14.6%

ข้ามมาปี 2566 มกราคม มูลค่า 20,249 เหรียญสหรัฐ หดตัว 4.5% กุมภาพันธ์ มูลค่า 22,376.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 4.7% มีนาคม มูลค่า 27,654.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 4.2% และเมษายน มูลค่า 21,726.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 7.6%

เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าคิดเป็นสัดส่วนถึง 70-75% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ภาวะหดตัวต่อเนื่องจึงส่งผลกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจลามไปถึงการปิดตัวของโรงงาน ห้างร้านต่างๆ เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้น

แต่ข้อเท็จจริงต้องยอมรับว่า การขับเคลื่อนภาคการค้าระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ทั้งสองเงื่อนไขอยู่ในบรรยากาศย่ำแย่เช่นกัน…เป็นปัจจัยภายนอกเกินการควบคุม

ดังนั้น ต้องอาศัยปัจจัยภายในที่พอจะช่วยพยุงสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายเกินไป โดยกระทรวงพาณิชย์พยายามหามาตรการรองรับ สร้างแต้มต่อทางการค้า ทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศ หรือภูมิภาคต่างๆ เร่งเปิดตลาดใหม่ โฟกัสตลาดที่มีศักยภาพลำดับรอง เพื่อเป็นตัวช่วยผลักดันให้การส่งออกขับเคลื่อนไปได้

Advertisement

แต่ในภาวะการเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปยังรัฐบาลชุดใหม่ที่ยังไม่มีความชัดเจนจะจบเมื่อไหร่ หรือยาวนานแค่ไหน ในช่วงสุญญากาศเช่นนี้จึงมักได้ยินคำว่า “เกียร์ว่าง” ของฝ่ายข้าราชการประจำ จะส่งผลกระทบต่อแผนงานพลิกฟื้นส่งออกไทยหรือไม่

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สะท้อนว่า ขณะนี้เรื่องของภาคการส่งออกที่ทำได้ คือในส่วนของข้าราชการประจำและในส่วนของเอกชน ซึ่งช่วยกันผลักดันการส่งออกอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

ภาคเอกชนยังคงประชุมร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศตลอด เพื่อผลักดันการส่งออกในตลาดที่ยังขยายการส่งออกไปได้ และกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อสูง ส่วนประเทศคู่ค้าที่กำลังเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หรือกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็พยายามประคองไว้เท่านั้น คงทำอะไรมากไม่ได้

สำหรับสิ่งที่คาดหวังจากรัฐบาลใหม่คือ เรื่องของการเจรจาการค้าในกรอบใหม่ๆ ที่ยังคงค้างอยู่ หรือกำลังเดินหน้าอยู่ ถ้ามีรัฐบาลใหม่แล้วช่วยไปเร่งผลักดัน หรือไปเจรจาการค้าเพิ่มเติมกับประเทศอื่นๆ ที่มีโอกาสขยายการส่งออกได้

“ภาคเอกชนคาดหวังให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้ได้เร็วที่สุด ยิ่งเร็วได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีผลดีเท่านั้น ดีต่อการเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ส่วนตัวเลขคาดการณ์การส่งออกปี 2566 ของหอการค้า ยังยืนอยู่ที่ -1% -0% ไม่ได้น่ากังวลที่ตัวเลขจะติดลบเล็กน้อย เพราะว่าการส่งออกเมื่อปี 2565 ขยายตัวสูงมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่พลิกฟื้นจากการระบาดของโควิด แต่ละประเทศมีความต้องการมากทั้งสินค้าและบริการ รวมถึงภาคการผลิตไปเต็มสต๊อก ซึ่งปีนี้อย่างน้อยทำได้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ถือว่าไม่แย่แล้ว เพราะปีที่แล้วฐานสูง” วิศิษฐ์ระบุ

ในช่วงสุญญากาศทางการเมืองที่อยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เห็นว่า เชื่อว่าขณะนี้ฝ่ายการเมืองก็พยายามเร่งรีบในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ส่วนภาคเอกชนก็ทำงานร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับภาคการส่งออก อาทิ แผนปฏิบัติการ เพื่อเร่งให้การส่งออกเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งยังคาดการณ์ว่ายังไงก็คงไม่ติดลบในปี 2566 อย่างแน่นอน

หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปเกินกว่าไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ ประเมินว่าถ้ายังสามารถรักษาเสถียรภาพและไม่เกิดความขัดแย้งหรือการชุมนุมประท้วงขึ้น ก็ยังมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและคู่ค้าต่างประเทศได้

“ขอร้องเพียงอย่างเดียวคือ ต้องไม่มีเหตุการณ์ความขัดแย้งที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น โดยเฉพาะการลงถนนชุมนุมประท้วง จึงอยากให้เร่งรีบในการจัดตั้งรัฐบาลตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ เป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่ เพราะหากช้าเกินไปสิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นของคู่ค้าและนักลงทุน ที่อาจมีผลกระทบมากขึ้นอย่างต่อเนื่องได้” ชัยชาญเป็นห่วง

ประธาน สรท.ยังระบุว่า ครึ่งหลังของปี 2566 เป็นช่วงของการประเมินภาพจากนักลงทุนต่างชาติว่าควรจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรือไม่ ทั้งกลุ่มที่เข้ามาแล้วจะลงทุนต่อเนื่อง และกลุ่มที่วางแผนจะเข้ามาแต่ยังประเมินภาพความชัดเจนของนโยบายอยู่ อาทิ นโยบายค่าแรงงาน ค่าไฟฟ้า ซึ่งรอรัฐบาลชุดใหม่มีความชัดเจนในนโยบายเหล่านี้ออกมา เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศ

ขณะนี้ประเทศคู่ค้าก็รอความชัดเจนและนโยบายของรัฐบาลใหม่ไม่แตกต่างจากนักลงทุนในประเทศเช่นกัน ส่วนสิ่งที่อยากเห็นเป็นอย่างแรกหลังจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จคือ นโยบายด้านพลังงาน ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน รวมถึงการสานต่อเขตการค้าเสรีทั้งยุโรปและตะวันออกกลาง ที่อยากให้ขยายเวลาอย่างต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำงานตามนโยบายของรัฐบาลที่วางไว้นั้นอย่างไรก็ต้องใช้งบประมาณ ดังนั้น งบประมาณจะต้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ด้วย โดยเฉพาะกำหนดเวลาที่ต้องเร่งรีบออกมาให้สามารถใช้ได้ทันท่วงที ไม่ล่าช้าจนเกิดผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่เพิ่งอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวเท่านั้น

“ช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นช่วงที่มีการส่งคำสั่งซื้อจำนวนมากๆ เพิ่มเติมเข้ามาช่วยดันให้ภาคการส่งออกฟื้นตัวมากขึ้น สอดคล้องกับคาดการณ์ของรัฐบาลและหลายหน่วยงานที่มองว่าครึ่งปีหลังส่งออกจะฟื้นตัวมากขึ้น ทำให้การมีรัฐบาลใหม่เร็ว มีความชัดเจนของนโยบาย จะช่วยเอื้อต่อการค้าขายและการลงทุนได้มากขึ้น และไม่อยากเห็นการหยุดชะงักของการส่งออกในครึ่งปีหลังที่หวังว่าจะฟื้นตัวขึ้น เหมือนกับทุกประเทศที่เร่งส่งออกสินค้าไปค้าขายต่างประเทศไม่ต่างจากไทย เพราะแม้มีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นแต่การส่งออกก็ยังเป็นโอกาสอยู่ จึงไม่อยากให้ไทยเสียโอกาสเหล่านี้ไป” ประธาน สรท.กล่าวทิ้งท้าย

จากนี้ต้องจับตาทิศทางการเมืองไทย หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. 500 คนแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะรวดเร็ว ราบรื่น อย่างที่ทุกคนคาดหวังหรือไม่ รวมถึงภาคการส่งออกไทยที่ลุ้นระทึกจะมีรัฐบาลใหม่มาเร่งผลักดันการค้าระหว่างประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้