ความเห็นพ้องที่สำคัญเกินกว่าจะยกเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมือง
มีบางประเด็นที่ผมเห็นว่าสำคัญต่อความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ ที่น่าจะสรุปได้แล้วว่า เป็นความเห็นพ้องต้องกันอย่างกว้างขวางในสังคมการเมืองไทย แม้มีความเห็นแตกต่างบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อยมาก หรือในประเด็นปลีกย่อย
ที่สำคัญคือ เราเห็นพ้องกันใช่ไหมว่า 1) ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว-แบ่งแยกไม่ได้ 2) เรามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) 3) เราอาจเห็นต่างกันและทะเลาะกันได้ในประเด็นที่เป็นนโยบายภายในประเทศ แต่ควรมีความเห็นพ้องกันว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศต้องคำนึงถึงประโยชน์ของชาติและของมนุษยชาติเป็นสำคัญ ดังนั้น
1) ถ้ามีการกล่าวหากันว่าฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ต้องการ “แบ่งแยกดินแดน” เราควรตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นไปไม่ได้ทั้งในทางกฎหมาย ทางการทหาร ทางการเมือง และทางสังคม เราเชื่อว่ารัฐไทยเข้มแข็งพอที่จะดำรงบูรณภาพของดินแดน
2) ถ้ามีการกล่าวหากันว่าฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ต้องการ “ล้มเจ้า” เราควรตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน
3) ถ้ามีการกล่าวหากันว่าฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ต้องการ “ชักศึกเข้าบ้าน” ให้ต่างประเทศมาตั้งฐานทัพหรือละเมิดอธิปไตยของเรา เราควรตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน
กรุณาอย่าใช้ประเด็นดังกล่าวมาหาประโยชน์ทางการเมืองที่ทำให้เกิดการแตกแยก ความกลัว โกรธ เกลียด รวมทั้งอคติทางลบต่าง ๆ ซึ่งถ้าขาดสติและไม่ระมัดระวัง อาจเป็นชนวนความรุนแรงทางการเมือง อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสังคมไทย
ผมเห็นด้วยกับการเตรียมตัวของพรรคร่วม 8 พรรค เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่อย่างราบรื่น และเพื่อการถกแถลงในเชิงนโยบายที่แต่ละพรรคมีต่างกัน และจะต้องบูรณาการเข้าหากัน พร้อมทั้งฟังเสียงของประชาชนไปในตัว ก่อนหน้านี้ เราคุ้นชินกับการตั้งรัฐบาลผสมที่มักเริ่มด้วยการแบ่งสันปันส่วนกระทรวงกันระหว่างพรรคร่วม แล้วให้ว่าที่เจ้ากระทรวงไปร่างนโนบายของกระทรวงโดยใช้นโยบายของพรรคการเมืองที่ได้รับการแบ่งสันตำแหน่งเจ้ากระทรวงนั้น ๆ เป็นหลัก แล้วนายกรัฐมนตรีจะมีทีมงานคอยช่วยนำนโยบายของกระทรวงต่าง ๆ มาร่างเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา
ในกรณีของพรรคร่วม 8 พรรค การแบ่งสันตำแหน่งเอาไว้ว่ากันทีหลัง แต่มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานประกอบด้วยตัวแทนของพรรคการเมืองทั้ง 8 พรรค และตั้งคณะทำงานขึ้น 7+5 คณะมาพิจารณานโยบายต่าง ๆ ร่วมกัน คณะทำงานที่จะขอกล่าวถึงต่อไปได้แก่ คณะทำงานแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีการตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับมาตรา 112 เพราะประเด็นนี้ไม่อยู่ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการจัดตั้งรัฐบาลที่ 8 พรรคร่วมลงนามเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 และน่าเสียดายที่ไม่มีการตั้งคณะทำงานด้านนโยบายการต่างประเทศ แต่ก็ได้วางแนวทางเรื่องนี้ไว้ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ดังนี้
23. ดำเนินการนโยบายการต่างประเทศ โดยการฟื้นฟูบทบาทผู้นำของไทยในอาเซียน และรักษาสมดุลการเมืองระหว่างประเทศของไทยและประเทศมหาอำนาจ
จากประเด็นทั้ง 3 ประเด็นที่ควรมีความเห็นพ้องต้องกันดังกล่าว จะขอขยายความเพิ่มเติมดังนี้
ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้
ความขัดแย้งรุนแรงถึงตายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เริ่มต้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 นับถึงวันนี้ก็กว่า 19 ปีครึ่งแล้ว แม้ความรุนแรงทางตรงได้ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 ที่มีเหตุการณ์ความรุนแรง (ที่รับรองโดย 3 ฝ่าย) จำนวน 564 ครั้ง จนถึงจำนวนต่ำสุดในปี 2563 ที่เหลือเพียง 57 ครั้ง แต่เหตุการณ์ความรุนแรงได้เพิ่มขึ้นเป็น 83 ครั้งในปี 2564 และได้ลดลงในปีถัดมา โดยมีเหตุการณ์ความรุนแรงนับถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 จำนวน 67 ครั้ง แสดงว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ทรงตัว โดยมีค่าเฉลี่ยความรุนแรงประมาณ 70 ครั้งต่อปี แต่ที่น่าตกใจคือ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 มีผู้เสียชีวิตเฉพาะที่ทางการ 3 ฝ่ายรับรองจำนวน 5,836 ราย และผู้บาดเจ็บจำนวน 12,541 คน นับเป็นการสูญเสียที่น่าสลดใจยิ่ง ทุกฝ่ายจึงควรพยายามลดและระงับความสูญเสียนี้ลงอย่างรีบด่วนให้จงได้
สาเหตุพื้นฐานของความรุนแรงคือฝ่ายขบวนการของผู้เห็นต่าง (ในอดีตและบางส่วนในปัจจุบัน) ต้องการเอกราช แต่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันต้องการหาทางออกทางการเมืองภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ โดยมีการแถลงว่าทางออกเช่นนี้เป็นสารัตถะของการพูดคุยสันติภาพที่ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2556 แต่เพิ่งมาตกลงกันในหลักการในปีนี้เอง แต่ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ขับเคลื่อนความรุนแรงในภาคสนาม นั่นคือกิริยาและปฏิกิริยาของความรุนแรงนั่นเอง การปิดล้อมตรวจค้นนำไปสู่วิสามัญฆาตกรรม จึงมีการตอบโต้เอาคืนโดยการทำร้ายเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ปิดล้อมตรวจค้นเพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัย วัฏจักรความรุนแรงก็ดำเนินต่อไป
ฝ่ายความมั่นคงสายเหยี่ยวเชื่อในเรื่องการทหารนำการเมือง อีกทั้งต้องการเอกภาพโดยให้ฝ่ายพลเรือน ซึ่งในกรณีนี้หมายถึง ศอ.บต. อยู่ภายใต้การนำของฝ่ายทหาร ในกรณีนี้หมายถึง กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า คสช. จึงแก้กฎหมายให้เป็นตามนี้ แต่ที่ผ่านมา เอกภาพดังกล่าวไม่มีผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร
คณะทำงานแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ของ 8 พรรค ได้รายงานผลการดำเนินการต่อคณะกรรมการประสานงาน โดยมีข่าวเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ รายงานว่า จะต้องทำโรดแมปในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และปัญหาที่ดินทำกิน ผมทราบมาว่า ประเด็นที่จะปรึกษากันต่อไปน่าจะได้แก่ การกระจายอำนาจ การปฏิรูป กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการเคารพสิทธิมนุษยชน เป็นต้น ไม่มีประเด็นเรื่องการแบ่งแยกดินแดน เพราะอยู่นอกกรอบของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน แล้วมันเป็นประเด็นขึ้นมาได้อย่างไร?
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2566 ศูนย์ข่าวภาคใต้โพสต์รายงานโดยพาดหัวว่า “มาแล้ว! ประชามติแยกดินแดน “ปาตานี – 3 จังหวัดใต้” เนื้อหาของรายงานสรุปได้ดังนี้ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน “ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ” จัดกิจกรรมเปิดตัวที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยเชิญนักวิชาการแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี” และมีนักวิชาการและนักกิจกรรมเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น องค์กรผู้จัดงานครั้งนี้ประกาศว่า “เราเชื่อมั่นว่าการประชามติ คือ สันติภาพที่ประชาชนเป็นเจ้าของ” และยึดมั่นในการต่อสู้ทางการเมืองด้วยแนวทางสันติวิธี โดยจะรณรงค์และเคลื่อนไหวทางการเมืองถึงการมีอยู่ของชาติปาตานี
ประเด็นเริ่มอ่อนไหวมากขึ้นเมื่อมีการแจกแบบสอบถาม เพื่อถามผู้เข้าร่วมว่า “คุณเห็นด้วยกับ สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองหรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย” และมีช่องให้ใส่เครื่องหมาย ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย สังเกตว่าแบบสอบถามนี้เริ่มด้วยคำถามนำในเรื่อง “สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง” แล้วโยงเข้าสู่เรื่องประชามติแยกตัวเป็นเอกราช อย่างไรก็ดี คำถามหลักคือ เห็นด้วยหรือไม่กับการลงประชามติเรื่องเอกราชอย่าง “ถูกกฎหมาย” ผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้พึงรู้ว่าการลงประชามติที่ถูกกฎหมายนั้นต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ มาตรา 166 บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร คณะรัฐมนตรีจะขอให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใดอันมิใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลใดก็ได้ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” แสดงว่า “การลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราช” ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การตอบแบบสอบถามว่าเห็นด้วยจึงเป็นการตอบคำถามแฝงว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้การลงประชามติในเรื่องนี้ “ถูกกฎหมาย” ซึ่งอาจเป็นความปรารถนาของผู้ทำแบบสอบถาม แต่แทบเป็นไปไม่ได้เลยในบริบทปัจจุบัน
ถ้าขบวนนักศึกษาแห่งชาติประสงค์จะรณรงค์ในเรื่องนี้ด้วยสันติวิธี ก็ขอให้ตระหนักว่า การแก้ไขกฎหมาย เป็นเรื่องระดับชาติ แม้รณรงค์แล้ว “ชาวปาตานี” อาจเห็นด้วย แต่คนทั้งประเทศคงไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน และถ้าจะรณรงค์เรื่องนี้ในขณะที่รัฐบาล 8 พรรคกำลังเตรียมตัวเพื่อเข้าปฏิบัติหน้าที่ ก็ขอให้พิจารณาด้วยว่า การณรงค์จะทำให้การเปลี่ยนผ่านมีอุปสรรคเพิ่มขึ้นหรือไม่ ขณะเดียวกัน อยากขอร้องฝ่ายอนุรักษ์นิยมว่า อย่าหาทางลงโทษนักศึกษากลุ่มนี้ หากควรหาทางพูดคุยเพื่อให้ประเด็นแบ่งแย่งดินแดนยุติลง เพราะเป็นเรื่องที่ “เป็นไปไม่ได้” จะดีกว่าไหม
ปัญหามาตรา 112
ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมองว่า ผู้ที่เสนอความเห็นว่าควรยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 เป็นผู้ไม่จงรักภักดีและเป็นการ “จาบจ้วง” สถาบันฯ ผมคิดว่าปฏิกิริยาเช่นนี้อาจจะเกินเลยไป ผมไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 112 เพราะควรมีกฎหมายเพื่อคุ้มครององค์พระประมุข พระราชินี และองค์รัชทายาททั้งสามพระองค์จากการ “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” ที่ครอบคลุมมากกว่าการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่าบทลงโทษควรจะน้อยลง เพราะการลงโทษควรเน้นการเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการลงทัณฑ์ให้สาสม ที่อาจมีผลตรงกันข้ามคือ เป็นการโกรธแค้นกันต่อเนื่องไป คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งถูกดำเนินคดีหรือถูกลงโทษตามมาตรานี้ ทำให้มีคนหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม จึงพยายามรณรงค์ให้ “ปล่อยเพื่อนเรา” และให้ยกเลิกมาตรา 112
ผมคิดว่าการเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 เป็นปฏิกิริยาต่อการใช้มาตรานี้มากเกินไป ดังนั้น การทำความเข้าใจ การใช้หลักความกรุณาและการให้อภัย น่าจะให้ผลดีกว่าการขยายการตีความมาตรานี้ออกไปเรื่อย ๆ ถ้าจะเอาผิด ก็เฉพาะกรณีมีเจตนา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” ต่อทั้งสามพระองค์เท่านั้น เมื่อลดกิริยาของฝ่ายต่าง ๆ ลง ปฏิกิริยาตอบโต้คงลดลงเป็นธรรมดา
ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีข่าวว่ามีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองก่อนที่ตำรวจจะสอบสวนและส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาฟ้อง ทั้งนี้ เพื่อลดจำนวนคดี เพราะในกรณีการใช้มาตรา 112 นั้น บุคคลใดก็ร้องทุกข์กล่าวโทษได้ และตำรวจก็ตั้งข้อหาและสอบสวนโดยไม่อยากเป็นผู้พิจารณาในเบื้องต้นว่า เป็นการกระทำที่เข้าข่ายข้อกฎหมายและมีเจตนาหรือไม่ เป็นต้น ถ้ามีการกลั่นกรองดังกล่าว คดีก็จะลดลง ความรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมจะเพิ่มขึ้น ความแค้นเคืองกันน่าจะลดลงด้วย และจะได้ช่วยสร้างบรรยากาศของการสมานไมตรีมากกว่าบรรยากาศของความกลัว
ความเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อรับมือกับข้อท้าทายจากภายนอก
โลกปัจจุบันมีความซับซ้อน มีโอกาสและภัยคุกคามมากมาย ถ้ารัฐบาลมีกุศโลบายการต่างประเทศที่ดี ก็จะเป็นผลดีต่อประเทศในองค์รวม เรามีเรื่องที่เห็นต่างและขัดแย้งกันเกี่ยวกับนโยบายภายในประเทศมากพอแล้ว ควรลดการทะเลาะกันในเรื่องการต่างประเทศลง ควรลดการใช้ทฤษฎีสมคบคิด โดยกล่าวโทษว่ามีคนไทยจำนวนหนึ่งไปฝักใฝ่ต่างประเทศจนถึงขั้นจะสร้างภัยพิบัติต่อคนไทยโดยรวม
ผมมีเพื่อนบางคนที่ขยันส่งข้อความทาง Line มาให้อ่าน กล่าวโทษมุสลิมต่าง ๆ นานา ว่าอีกไม่กี่ปีจะเข้ายึดครองประเทศ การมีสัมพันธไมตรีกับประเทสมุสลิมจะเป็นอันตราย เป็นต้น เพื่อนบางคนจะชอบจีน เห็นดีเห็นงามกัน แต่ไม่เพียงเท่านั้น ยังโยนบาปทั้งหลายให้อเมริกา ว่ากำลังมาแทรกแซงเรา จะมาตั้งฐานทัพในไทย เหมือนครั้งที่เคยตั้งฐานทัพในช่วงสงครามเวียดนาม เป็นต้น ส่วนเพื่อนบางคนชอบอเมริกา เลยมองจีนว่าเป็นมหาอำนาจที่กำลังขยายอิทธิพลในประเทศเพื่อนบ้านของเรา ทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง ขณะที่อเมริกาคือมิตรของเรา ที่คอยช่วยเหลือเราจากภัยของอำนาจนิยม ฯลฯ ผมขอโทษที่ยกเรื่องราวที่ไม่ได้ความเหล่านี้ โดยหวังให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณ และใช้หลักของกาลามสูตร และอย่าได้เชื่อใครหรืออะไรง่าย ๆ รวมถึงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 ที่พรรคการเมืองทั้ง 8 พรรคได้ร่วมลงนามใน MOU มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามพิธา ลิ้มเจริญรัฐ ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ เลยได้คำตอบเป็นภาษาอังกฤษเสียยืดยาว โดยใช้คำสำคัญ 3 คำคือ Revive, Rebalance, Recalibrate
คำว่า Revive แปลตรงตัวว่าการชุบชีวิต แต่น่าจะตรงกับคำว่าการฟื้นฟูมากกว่า ในที่นี้อาจหมายถึงการฟื้นฟูความสำคัญของการทูต โดยเปลี่ยนจากการทูตแบบเงียบ ๆ (quite diplomacy) เป็นการทูตแบบขยันขันแข็ง (active diplomacy) ใช้หลักความเป็นกลางทางยุทธศาสตร์และหลักความเข็มแข็งจากภายใน ไปเจรจาทางการทูตอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น ไม่กลัวที่แสดงความคิดเห็น (โดยเฉพาะเมื่อเห็นด้วย) กับประเทศมหาอำนาจหนึ่งใด เป็นการทูตที่ทำให้ประเทศไทยมีน้ำหนักมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ
คำว่า Rebalance แปลตรงตัวว่าปรับสมดุล ในที่นี้อาจหมายถึงการทูตที่มีความสมดุล โดยเฉพาะเมื่อสามารถอ้างอิงกฎระเบียบระหว่างประเทศเป็นบรรทัดฐานมากขึ้น (rules-based diplomacy) ที่ผ่านมาอาจมองว่า ประโยชน์ของชาติอยู่ที่การสร้างเส้นสายความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์โดยเฉพาะในทางยุทธศาสตร์และทางเศรษฐกิจ มากกว่าการมีพื้นฐานในเชิงหลักการ อย่างไรก็ดี มีผู้วิจารณ์ว่า การใช้ “หลักการ” มากไป จะทำให้เราเหินห่างกับมิตรประเทศบางประเทศ เพราะไปวิจารณ์เขาในเชิงหลักการ เช่น วิจารณ์ว่าเขาฝ่าฝืนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หรือหลักสิทธิมนุษยชน เป็นต้น เรื่องนี้จึงถูกมองว่า การปรับดุลให้เข้ากับหลักการต่าง ๆ ดังกล่าว จะเข้าทางชาติตะวันตกมากขึ้นหรือไม่ แล้วละเลยความรู้สึกของประเทศที่ชาติตะวันตกมองว่ามีการปกครองแบบอำนาจนิยมหรือไม่
คำว่า Recalibrate แปลตรงตัวว่าปรับเทียบใหม่ เหมือนปรับตาชั่งหรือเครื่องมือวัดให้ตรงสเกล ในที่นี้อาจหมายถึงการรู้จักใช้เครื่องมือทางการทูตที่หลากหลายขึ้น และตรงกับการชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ของชาติให้ตรงกับข้อเท็จจริงให้มากขึ้น ในเรื่องนี้ขออ้างอิงบางตอนของบทสัมภาษณ์ ที่ TODAY LIVE ไปสัมภาษณ์ ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ (ที่ปรึกษาเรื่องนโยบายต่างประเทศของพรรคก้าวไกล) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม
ฟูอาดี้ให้สัมภาษณ์ว่า การทูตต้องเปิดกว้างอย่างมีศิลปะ ใช้ดินสอสีที่หลากสี อย่าใช้เพียงสีหนึ่งสีใด เช่น สีเขียวที่หมายถึงเรื่องความมั่นคงเพียงสีเดียว ถ้าทำเช่นนี้ได้ จะเป็นการปลดล็อกศักยภาพกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะมีเครื่องมือมากขึ้นและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น แต่เมื่อมีตัวเลือกอื่น ๆ ก็ควรใช้อย่างรอบคอบและระมัดระวัง
อย่างไรก็ดี เรื่องความมั่นคง การมีกองทัพ มีการทหารที่แข็งแกร่ง เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ความแข็งแกร่งไม่ใช่การมีพลทหารมาก แต่ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้มากด้วย อย่างน้อยเราต้องสามารถคานอำนาจกับประเทศเพื่อนบ้านได้ แม้จะคานอำนาจกับประเทศมหาอำนาจไม่ได้ ก็ต้องรู้จักใช้กุศโลบายในสร้างความสมดุลกับประเทศเหล่านั้น
หลังการให้สัมภาษณ์ของพิธาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่กล่าวถึงข้างต้น มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวอิระวดีว่า ผู้นำของเมียนมาวิจารณ์ว่า พรรคก้าวไกลมีนโยบายนิยมตะวันตก และตีความว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลทหารของเมียนมา ขณะเดียวกัน มีผู้วิจารณ์ว่า จะต้องถ่วงดุลระหว่างประโยชน์รูปธรรมของชาติกับประโยชน์ระยะยาวของการทูตที่เน้นหลักการ นโยบายปรับสมดุลควรจะต้องถูกปรับเทียบกับข้อเท็จจริงอย่างสม่ำเสมอ การต่างประเทศเป็นเรื่องยาก ที่เราคนไทยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก โดยมาทะเลาะกันอย่างยุ่งเหยิงเกินจำเป็น
ในช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านที่เปราะบางต่อการใช้ความรุนแรง เราควรหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษที่ปลุกเร้าอารมณ์ ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเห็นดีเห็นงามไปกับการแบ่งแยกดินแดน การปฏิเสธ constitutional monarchy หรือการชักศึกเข้าบ้าน เราควรมี tolerance ต่อกันให้มากขึ้น คำคำนี้มีผู้แปลว่า ขันติ ความอดทน ผมเคยเสนอคำแปลว่าความทนกันได้ บังเอิญเหลียวไปดูศัพท์บัญญัติทางวิศวกรรมศาสตร์ของราชบัณฑิตยสภาว่า “การยินยอมให้คลาดเคลื่อน” ซึ่งก็เข้าทีดี จะอย่างไรก็ตาม ขอให้เรามี tolerance ต่อกันในทุกความหมายข้างต้นเถิด
โคทม อารียา

