วันนั้นเป็นวันอังคาร
เกิดเหตุรัฐประหาร ครั้งที่ 2 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
พระยาพหลพลพยุหเสนา ยึดอำนาจรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา
เหตุการณ์ดังกล่าว มีชนวนจากความขัดแย้งในสภา หลังจากหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เสนอ ‘เค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ’ ที่ให้รัฐออกพันธบัตรซื้อที่ดินทำกินทั้งหมด ทำให้ชาวนาชาวไร่มีสภาพเป็นลูกจ้างของรัฐ ซึ่งถูกโจมตีอย่างหนักว่าเป็นการวางโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบเดียวกับคอมมิวนิสต์
ในระหว่างการประชุมสภาวันที่ 31 มีนาคม 2475 พระยามโนปกรณ์ฯ และพระยาทรงสุรเดชได้อ้างเหตุว่าในการประชุมก่อนหน้านั้นหนึ่งวันมีสมาชิกบางรายพกอาวุธเข้าที่ประชุม จึงนำกำลังทหารราวหนึ่งกองร้อยเข้ามาควบคุมการประชุมของสภา ทำให้ถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจอย่าง ‘เผด็จการ’
วันรุ่งขึ้น 1 เมษายน 2476 ซึ่งขณะนั้นเป็นวันขึ้นปีใหม่ รัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯ ออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เข้าลักษณะเป็นการ ‘รัฐประหาร’ ทำให้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติมาขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี
2 เมษายน รัฐบาลพระยามโนปกรณ์ได้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ โดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภา บีบให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ต้องเดินทางไปต่างประเทศในวันที่ 12 เมษายน หนังสือพิมพ์หลายฉบับที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาถูกสั่งปิดไปหลายสำนัก เช่น กรุงเทพวารศัพท์ ด้วยข้อหาเป็นเสี้ยนหนามต่อแผ่นดิน หลักเมือง ในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. คอมมิวนิสต์ ตามมาด้วย ประชาชาติ และ ไทยใหม่
18 มิถุนายน ‘สี่ทหารเสือ’ ของคณะราษฎร คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิอัคเนย์ และพระประศาสน์พิทยายุทธ ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองและการทหาร โดยอ้างปัญหาสุขภาพ
20 มิถุนายน พระยาพหลพลพยุหเสนานำกำลังเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ โดยให้เหตุผล ดังนี้
“ด้วยคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดิน ณ บัดนี้ ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ โดยเริ่มต้นปิดสภาผู้แทนและงดใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลายบท คณะทหารบก ทหารเรือ กองทัพอากาศ และพลเรือน จึงเห็นเหตุจำเป็นเข้ายึดอำนาจการปกครองเพื่อให้มีการเปิดสภาผู้แทนดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ”
ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก นิตยสารศิลปวัฒนธรรม

