แ ม้ว่าการเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.66 แต่ดูเหมือนการจัดตั้งรัฐบาล ยังคงเกิดความไม่แน่นอน
มีเสียงสะท้อนมาจากภาคธุรกิจเอกชนแวดวงต่างๆ และบรรดานักวิชาการมากมาย แสดงความกังวลถึงการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จะเกิดผลกระทบ สร้างความเสียหายให้กับประเทศ
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าและสภาหอการค้าไทย ออกมาย้ำหลายครั้งหลายหนว่า บรรดาเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ สอบถามมามากมายว่า การจัดตั้งรัฐบาลของไทย จะเรียบร้อยเมื่อไหร่
ทูตบางคนปกติไม่ค่อยได้คุยกัน แต่มาครั้งนี้โทรมาถามโดยตรง บางคนถึงขั้นขอนัดทานข้าว เพื่อต้องการทราบรายละเอียดปัญหาอุปสรรค กังวลว่าจะเกิดความไม่สงบขึ้น ส่งผลกระทบกับการลงทุนจากต่างชาติ จะกระทบความเป็นอยู่ของต่างชาติในประเทศไทยหรือไม่
หรืออย่าง นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สะท้อนความกังวล ความไม่ชัดเจนทางการเมือง จะจัดตั้งรัฐบาลใหม่และได้ตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่เมื่อไหร่ เสถียรภาพทางการเมืองจะแค่ไหน หรือเหตุการณ์ปะทะจากความเห็นแตกต่างจะมีหรือไม่ หรือรุนแรงแค่ไหน ล้วนเพิ่มความกังวลทางธุรกิจ โดยเฉพาะรายย่อยเป็นห่วงโซ่ในทุกภาคส่วน
“ตอนนี้เราพึ่งพาการท่องเที่ยวและภาคบริการ หากมีเหตุการณ์กระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย จะกระทบไปถึงรายได้รายย่อยและเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องทันที ตอนนี้โดยรวมกำลังซื้อฝืดมาก รายได้ยังไม่เท่าเดิม แต่ยังต้องแบกรับต้นทุนสูง แม้จะมีการช่วยเหลือเข้าถึงแหล่งทุนก็เจออัตราดอกเบี้ยสูง หากซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์การเมืองยังไม่ไปถึงไหน ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ ไม่ชัดว่าเสถียรภาพเป็นอย่างไร อาจมีผลต่อรายย่อยชะงักกันอีกมาก” นายแสงชัยระบุ
ทางด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองไทยยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะจัดตั้งได้ช่วงใด และยังประเมินไม่ได้ว่าจะมีการเมืองเกิดขึ้นบนท้องถนนหรือไม่ ในกรณีพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ความไม่แน่นอนเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการลงทุน การจับจ่ายใช้สอย ทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติอาจจะไม่คึกคักอย่างที่คาดหวังไว้
จากความกังวลดังกล่าวของภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ความขัดแย้งขัดขวางสกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาล อาจทำให้สถานการณ์ในประเทศไทยหนักหนาสาหัสกว่าที่คิด
หลังจากเราโดนถล่มมาจาก ทั้งการระบาดของโควิด-19 ผลกระทบจากสงครามยูเครน–รัสเซีย แล้วจะยังมาเจอศึกใน คือความขัดแย้งในสังคมไทยกันเองอีก
ดังนั้นจึงอยากให้ทุกฝ่าย “ลดราวาศอก” เห็นแก่ประชาชนที่กำลังทุกข์ยากจากสารพัดปัญหารุมเร้ามากมายในขณะนี้
อย่ามุ่งแต่เอาชนะคะคานกัน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน
ขอให้ยอมรับกฎกติกาต่างๆ ด้วยใจเป็นธรรม ช่วยกันก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดี
บรรดาผู้มีอำนาจทั้งหลาย ตั้งสติให้ดี ขอร้องอย่ามีทิฐิ แต่ขอให้มีเมตตา เป็นหลักในการอยู่ร่วมกันในสังคม
ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันให้ประเทศเดินหน้าไปให้ได้ อย่าให้ต้องหยุดชะงัก หรือถอยหลังมากไปกว่านี้
เพราะที่ผ่านมาต่างก็บอบช้ำถ้วนทั่วทุกตัวคนอยู่แล้ว จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
เพราะในที่สุดแล้ว หยิกเล็บก็จะเจ็บเนื้อ การทะเลาะเบาะแว้งความขัดแย้งของคนในประเทศ คนที่รับผลกระทบที่เกิดขึ้น ก็คือพวกเราทุกคน นั่นเอง
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

