เดินหน้าชน : โหวตลับ‘ปธ.สภา’
คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง ส.ส.ครบ 500 คนยกล็อตทั้งแบบแบ่งเขต 400 คนและบัญชีรายชื่อ 100 คน
ความเห็นของ “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. บอกสาเหตุว่า กกต.ประกาศรับรอง ส.ส.ครบ 400 เขตไปก่อนเพราะกระบวนการพิจารณาเรื่องสืบสวนอาจจะไม่แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับจากวันเลือกตั้ง และต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่จะมีโอกาสมาแก้ต่างและมีการอ้างพยานหลักฐานแต่ละสำนวนจำนวนมาก
ซึ่ง กกต.ยังมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนสิทธิได้ภายใน 1 ปี
ในรายละเอียดพบว่า มี ส.ส.ที่ไม่มีเรื่องร้องเรียนคัดค้านการเลือกตั้ง 318 คน ถูกร้องคัดค้านการเลือกตั้ง 82 คน ดังนั้น คนที่ถูกร้องถือว่ามีบ่วงผูกคอ คงต้องนั่งลุ้นภายใน 1 ปีตัวเองจะถูกสอยหรือไม่
ดังนั้น ไทม์ไลน์การเมืองนับจากนี้ กฎหมายกำหนดให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาภายใน 15 วัน โดยวาระสำคัญในการประชุมนัดแรก คงหนีไม่พ้น การเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
นับจากนี้พรรคก้าวไกลในฐานะพรรคอันดับ 1 จะเข้าโหมดการเมืองจัดตั้งรัฐบาล มีเรื่องท้าทายให้ต้องเผชิญชะตากรรมอย่างเต็มตัว
ขวากหนามแรก คือ เก้าอี้ประธานสภา เพราะขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุประหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคอันดับ 2 ซึ่งมี ส.ส.ห่างกัน 10 เสียง แม้แกนนำเพื่อไทยบางส่วนออกมาระบุว่าให้สิทธิพรรคอันดับหนึ่งดำเนินการก่อนก็ตาม
แต่น้ำเสียงของ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังฟังแล้วแปร่งๆ แม้จะยืนยันหลักการ 1.เห็นชอบในหลักการว่าพรรคอันดับ 1 จะทำหน้าที่ประธานสภา 2.เนื่องจากพรรคอันดับ 1 และ 2 มีจำนวนใกล้เคียงกันมากดังนั้นตำแหน่งรองประธานสภาทั้ง 2 คนจึงควรเป็นคนของพรรคลำดับ 2 แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าจะมอบตำแหน่งประธานสภาให้กับพรรคการเมืองใด หรือ ส.ส.คนใด เพราะในทางปฏิบัติจะต้องพูดคุยในรายละเอียดร่วมกันก่อน
แต่ขณะนี้เพื่อไทยเป็นพรรคอันดับ 2 ซึ่งการเป็นพรรคการเมืองอันดับ 2 ที่ผ่านมามักจะมีการตั้งรัฐบาลแข่ง แต่เพื่อไทยก็ไม่ได้กระทำ ที่ผ่านมา จึงต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย และรอการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต.ก่อน เพื่อให้ทราบว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้งลำดับที่ 1 ที่ชัดเจน กระบวนการพูดคุยระหว่างเพื่อไทยและก้าวไกลจึงจะเริ่มต้น
เมื่อเปิดข้อบังคับการประชุมสภา ระบุว่า ในการเลือกประธานและรองประธานสภานั้น สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกได้หนึ่งชื่อ โดยการเสนอนั้นต้องมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน ถ้าหากว่ามีการเสนอชื่อผู้ใดเพียงชื่อเดียว ให้ถือว่าผู้ถูกเสนอชื่อนั้นเป็นผู้ได้รับเลือก ถ้าหากมีการเสนอชื่อหลายชื่อ ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ เมื่อลงมติเสร็จสิ้นแล้ว ให้ประธานประกาศชื่อผู้ใดรับเลือกต่อที่ประชุม
หากวิเคราะห์ขั้นตอนการเลือกประธาน เงื่อนไขที่ว่า “หากมีการเสนอชื่อหลายชื่อ ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ”
ทั้ง 2 พรรคตกผลึกในเงื่อนไขนี้หรือยัง คำพูดของ “ภูมิธรรม” ที่ว่า “การเป็นพรรคการเมืองอันดับ 2 ที่ผ่านมามักจะมีการตั้งรัฐบาลแข่ง แต่เพื่อไทยก็ไม่ได้กระทำ”
แต่เงื่อนไขผลการเลือกครั้งนี้ ปรากฏว่าโควต้าทั้ง 3 เก้าอี้ ไม่มีโควต้าให้พรรคฝ่ายค้านหรือพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเลย
ตำแหน่งประธานสภา ถ้าเสนอชื่อเดียวก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าพลิกโผปรากฏมีชื่อคนของเพื่อไทยโผล่มาแข่ง หรือฝ่ายค้านเป็นคนเสนอชื่อจะทำกันอย่างไร
อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในฐานะที่เพื่อนๆ หวาดระแวง กลัวว่าจะไปจับขั้วกับพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคอันดับ 3 หากภูมิใจไทยเสนอชื่อคนของพรรคลงมาแข่งก็ไม่น่ากังวลอะไร แต่ถ้าดันเสนอชื่อคนของเพื่อไทยชิงเก้าอี้ งานนี้เกมอาจเปลี่ยน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการลงคะแนนลับเสียงจะเทไปทางไหน โอกาสพลิกโผมีสูงยิ่ง
ประเด็นนี้คือเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเกมการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างรู้เท่าทันกัน จึงต้องเคลียร์ใจให้ชัดว่า เก้าอี้ประธานสภาต้องเสนอเพียงชื่อเดียว หากใครเสนอคนของพรรคเพื่อไทยหรือจากพรรคร่วมรัฐบาลลงแข่งจะต้องถอนตัวโดยทันที
อย่าปล่อยให้ล่วงเลยไปถึงขั้นลงคะแนนลับ หากเกมเดินไปถึงจุดนั้น การเมืองจะพลิกโฉม การจัดตั้งรัฐบาลอาจเปลี่ยนขั้ว เพื่อดับฝันพรรคก้าวไกลและเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อย่างแน่นอน

