รองโฆษก ตร. เผยให้สำนักเทคโนโลยีฯหามาตรการป้องแฮกเกอร์ ชี้แค่ดิสเครดิตราชการ

23.12.16 | 13:36 น.
ซ้าย-พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ขวา-พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษก ตร.

วันที่ 23 ธันวาคม 2559 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีพลเมืองต่อต้าน Singgle Gateway ได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กประกาศจะเปิดข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 4,000 นาย ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับเงินดือน, ค่ารักษาพยาบาล, ค่าเล่าเรียน, เลขที่บัญชีธนาคาร และค่าใช้จ่ายต่างๆ พร้อมทั้งเตรียมแฮกข้อมูลหน่วยงานของรัฐอีกจำนวนมากว่า เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สำนักเทคโนโลยีและสารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.) เร่งรัดหามาตรการป้องกันการเข้าถึงชั้นความลับทุกกรณีให้เข้มข้นขึ้น และสั่งการให้ทุกหน่วยไปตรวจสอบการเข้าถึงเว็บไซต์และฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่ไม่ชอบทุกกรณีด้วย พร้อมมอบหมายให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) รับผิดชอบตรวจสอบกลุ่มคนผู้กระทำผิด

พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวต่อว่า สำหรับข่าวตามเพจต่างๆ ที่มีการแชร์ว่ามีหลายเว็บไซต์ของตำรวจถูกแฮก เบื้องต้นยังไม่พบว่ามีเพจใดได้รับความเสียหาย หรือถูกเข้าถึงข้อมูลชั้นความลับ โดยเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการดิสเครดิตภาคราชการเท่านั้น เตือนผู้ที่ชักชวนผู้อื่นให้กระทำผิดและผู้ที่ลงมือกระทำผิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน ทั้งนี้ ได้ให้ทุกหน่วยไปสำรวจความเสียหายของเว็บไซต์และข้อมูลก่อนมาร้องทุกข์ ซึ่งไม่อยากให้มองว่าเว็บไซต์ตำรวจถูกแฮกได้ง่าย ไม่ว่าจะมีการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ไปถึงขั้นไหน อาชญากรเหล่านี้จะหาช่องว่างในการเข้าถึงระบบ เป็นกลไกปกติ แต่ยืนยันว่าไม่มีความเสียหายทางข้อมูลหรือชั้นความลับทางราชการ ส่วนเมื่อคืนนี้มีการแฮกข้อมูลของตำรวจทางหลวง แล้วนำมาแฉผ่านอินเตอร์เน็ต ทั้งเงินเดือนตำรวจ ค่ารักษาพยาบาล เลขบัญชีธนาคาร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ นั้น ไม่ได้เป็นข้อในชั้นความลับ จึงไม่ได้เสียหายอะไร และขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดของรัฐมาแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ ส่วนจะเป็นการท้าทายอำนาจรัฐหรือไม่ มองว่าคงจะเป็นแบบนั้น

ด้าน พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษก ตร. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งดำเนินการติดตามกลุ่มแฮกเกอร์ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวเข้ามาแต่อย่างใด บอกได้เพียงว่าขณะนี้การสืบสวนสอบสวนมีความคืบหน้าไปค่อนข้างมากแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานน่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับผู้กระทำผิดว่าเป็นคนกลุ่มใด