บทนำ : เสียงเตือน
แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาในวิถีการเมืองระบอบประชาธิปไตย ที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะเจรจาต่อรองเกี่ยวกับตำแหน่งที่จะเข้าไปทำตามคำสัญญาที่หาเสียงไว้ แต่สำหรับการเมืองไทยในขณะเปลี่ยนผ่าน โอกาสที่จะเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จหรือล้มเหลวนั้นยังมีข้อครหา เพราะฝ่ายที่อยากจะเปลี่ยนยังเป็นรองในด้านกฎหมายที่ฝ่ายอำนาจเดิมร่างขึ้นและแต่งตั้งผู้คุมกฎ ดังนั้น การเจรจาต่อรองระหว่างพรรคฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนผ่านจึงต้องระมัดระวัง
ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลได้ ส.ส.เป็นอันดับ 1 โดยมีพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เป็นอันดับ 2 ห่างกัน 10 เก้าอี้ แม้พรรคเพื่อไทยยืนยันหนักแน่นว่าสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ แต่สำหรับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ควรจะเป็นของพรรคเพื่อไทย ซึ่งขัดแย้งต่อความต้องการของพรรคก้าวไกลที่ยืนยันว่าพรรคอันดับ 1 สมควรจะได้เก้าอี้ตัวนี้ และกลายเป็นข้อกังขาว่ารัฐบาล 8 พรรคที่จับมือกันจะร้าวกันก่อนตั้งไข่หรือไม่
ต่อมานายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุหลักการเป็นข้อเสนอให้พรรคอันดับ 1 ได้เก้าอี้ประธานสภา แต่พรรคอันดับ 2 ซึ่งมีจำนวน ส.ส.น้อยกว่า 10 ที่นั่ง น่าจะได้ตำแหน่งรองประธานสภาทั้ง 2 ตัวที่เหลือ ซึ่งดูเหมือนจะทำให้บรรยากาศความขัดแย้งระหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยลดอุณหภูมิลง แต่หลังจากข่าวสารดังกล่าวกระจายออกมา นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ประกาศไม่ยินยอม กระทั่งมีการสัมมนา ประเด็นนี้กลายเป็นไม่ยินยอมตามแกนนำพรรคเพื่อไทย สถานการณ์ความขัดแย้งจึงกลับมาที่จุดเดิม
กระทั่ง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ให้สัมภาษณ์ว่า สเต็ปแรกขณะนี้ต้องเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีให้ได้ โดยเฉพาะตำแหน่งประธานสภาถ้าไม่ลงตัวใน 8 พรรค การตั้งรัฐบาลจะยากเย็น ดังนั้น ทั้งสองพรรคใหญ่ต้องรู้ว่าตำแหน่งประธานสภามีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่ประมุขนิติบัญญัติ แต่สถานการณ์การเมืองเช่นนี้ขอให้พรรคอันดับ 1 และพรรคอันดับ 2 ไปคุยกันให้จบ เสียสละเพื่อส่วนรวม ตกลงกันให้ได้ ถ้าโหวตแข่งกัน ฝ่ายประชาธิปไตยจบแน่นอน
เสียงเตือนครั้งนี้ทั้ง 8 พรรคสมควรรับฟัง เพราะประชาชนที่เลือกตั้งฝากความหวังไว้ว่า เมื่อทุกคนทุกพรรคที่เข้ามาได้จะสามารถเปลี่ยนแปลงจากของเดิมไปสู่ของใหม่ ดังนั้น ผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้วรวมกันเป็นพรรคเสียงข้างมากต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามความประสงค์นั้นให้ได้ ปัญหาความขัดแย้งกรณีเก้าอี้ประธานสภา จึงควรจะเจรจาให้จบลง เพื่อนำไปสู่รัฐบาลชุดใหม่ต่อไป

