ส่องเกมส.ส. ‘เพื่อไทย’ เปิดศึกแย่ง ‘ประธานสภา’
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมของพรรคเพื่อไทย (พท.) มี ส.ส.ไม่เห็นด้วยที่จะยกตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรให้กับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ยืนยันตำแหน่งนี้ควรอยู่กับพรรค พท. เพื่อถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาลผสม อาจจะมีการโหวตแข่งกันในสภาเกิดขึ้น

รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
เรื่องศึกชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ทางพรรคเพื่อไทยออกมาไล่บี้ เหมือนกับจะไม่ยอมให้ตำแหน่งนี้หลุดมือไป ผมเห็นว่าเป็นความพยายามที่สืบเนื่องจากหลังการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยพยายามต่อรองตำแหน่งนี้ แต่โดยวัฒนธรรมทางการเมือง ที่ผ่านมาประธานสภาจะเป็นตำแหน่งของพรรคอันดับหนึ่งเสมอมา มีแค่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มอบให้พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้เกิดการยอมรับให้คุณประยุทธ์ได้เป็นนายกฯต่อไป
ถ้าดูในจารีตตั้งแต่มีการเลือกตั้งปี พ.ศ.2518 เห็นประเพณีทางการเมืองอย่างนี้เกิดการยอมรับกันในหมู่พรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยด้วยกันเองว่า หากพรรคการเมืองใดได้ที่นั่งมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ก็ถูกตั้งให้เป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาลเป็นลำดับแรก
สำหรับการเมืองระบบรัฐสภาที่มีหลายพรรค การต่อรองในประเด็นต่างๆ เป็นเรื่องปกติ เพราะการต่อรองคือการที่จะทำให้เกิดการเจรจา การได้มา คราวนี้จะมีกรอบของการเจรจาต่อรองกันจนกระทั่งลงตัว เช่น การพูดคุยเกี่ยวกับจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ฝ่ายพรรคเพื่อไทยจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจไปจำนวนมาก เป็นการตอบโจทย์แนวทางของนโยบายพรรคเพื่อไทย เพราะได้กระทรวงใหญ่ไปเกือบหมด
ทีนี้การต่อรองมาจนกระทั่งเมื่อ 2-3 วันที่แล้ว ได้มาสู่จุดยุติของการต่อรองเรื่องตำแหน่งประธานสภาที่ปรากฏเป็นข่าวว่า ตำแหน่งประธานสภาเป็นของพรรคก้าวไกล ส่วนรองประธานสภา 2 ตำแหน่งเป็นของพรรคเพื่อไทย มันเหมือนจะจบ แต่ในพรรคเพื่อไทยจากการสัมมนาพรรคและการอภิปรายของ ส.ส.บางคน มีบทบาทมาอย่างยาวนานในเขตภาคอีสาน เป็นผู้นำทางความคิด และเป็นผู้นำที่ก้าวหน้า ได้ลุกขึ้นมาขย่มประเด็นนี้ว่า ให้ประธานสภาไปกับก้าวไกลได้อย่างไร ทั้งที่จำนวนที่นั่งห่างกันแค่นิดเดียว
คำถามสำคัญคือ ปัญหานี้เป็นปัญหาภายในเพื่อไทยหรือเปล่า ไม่ใช่ปัญหาระหว่างเพื่อไทยกับก้าวไกล แต่เป็นปัญหาของการใช้ประเด็นนี้ในการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองในพรรคเพื่อไทยหรือไม่ จะเห็นว่าผู้ที่ลุกขึ้นมาโหมกระหน่ำซึ่งโดดเด่นก็คือคนเดียว ผมคิดว่าเป็นการเรียกบทบาทให้กลับคืนมาที่ตนเอง และอาจจะกำลังอยู่ในขั้นของการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีกันในพรรคเพื่อไทย
ส่วนประเด็นที่ว่ามีทางเลือกอื่นอีกไหม หากตำแหน่งประธานสภาไม่ใช่ทั้งก้าวไกลและเพื่อไทย ส่วนตัวผมเห็นว่า ไม่ได้เลย ถ้าคำถามนี้เกิดขึ้นแสดงว่าระบบมันต้องพังแล้ว ถ้าเราบอกว่าตัวบุคคลของก้าวไกลเป็นพวกเด็กๆ ยังไม่มีประสบการณ์ เราไปดูประธานสภาของพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคต่างๆ ในอดีต จะเห็นว่าแต่ละคนก็ไม่เคยเป็นทั้งนั้น
เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่คนที่แม่นยำทางด้านกฎเกณฑ์ แม่นยำต่อการจัดระเบียบ การจดจำและเข้าใจถึงบุคลิกลักษณะวิธีการนำเสนอของ ส.ส. หรือวิธีการเปลี่ยนสีอะไรอย่างนี้ ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องบทบาทของประธานสภาที่ก้าวไกลทำได้ เขามีตัวเลือกเยอะแยะ ประเด็นสำคัญก็คือ หากเราต้องการสร้างประชาธิปไตยให้มั่นคงในประเทศไทย เราต้องยึดกุมวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ถูกสร้างกันมาดีแล้ว ให้คงอยู่ต่อไป
ส่วนเรื่องของฟรีโหวตนั้น ผมเห็นว่า หากพรรคใดให้ฟรีโหวตได้ แสดงว่าพรรคนั้นเจ๊ง ต้องมีปัญหากันในพรรคการเมืองนั้น แค่เริ่มต้นเลือกประธานสภายังไม่สามารถตกลงกันได้ เท่ากับว่าพรรคนั้นไม่มีเสถียรภาพแล้ว โดยทั่วไปเราก็จะเห็นว่าตำแหน่งประธานสภาจะเป็นตำแหน่งที่หลังจากที่เจรจากันระหว่างภายในและระหว่างพรรคเรียบร้อยแล้วมีแนวโน้มที่จะดำเนินการไปตามนั้น ผมไม่อยากนึกเลยว่าจะมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ พรรคแตกตั้งแต่เริ่มต้น
ส่วนจะมีดีลลับกับพรรคอื่นหรือไม่ ผมไม่คิดว่านี่คือความขัดแย้งภายในของพรรคเพื่อไทย นี่คือการต่อรองในหมู่สมาชิกของพรรคเพื่อไทยมากกว่า นักการเมืองที่เรียกร้องก็เป็นนักการเมืองที่เก๋าเกม มีวิธีการทำให้เหมือนมีข้าศึกอยู่นอกบ้าน เพื่อแสวงหาหรือรวมพลังภายในบ้านเพื่อต่อรองหรือจัดการอะไรบางอย่าง
ส่วนการออกมาเรียกร้องให้เพื่อไทยถอนตัวเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ผมเห็นว่านี่เป็นปรากฏการณ์พิเศษที่สมาชิกผู้ชื่นชมเพื่อไทยหรือกลุ่มเสื้อแดงมีพลังอยู่นอกพรรค ในความเป็นจริงมีพลังขนาดนั้นหรือเป็นเพียงแค่ฉากๆ หนึ่ง เพราะเราก็รู้ว่า พลังของการตัดสินใจอยู่ข้างใน คือคณะกรรมการพรรค จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ประหลาด ที่ดูเหมือนจะมีมวลชนพรรคคอยเป็นพลังกดดันอยู่ภายนอก ซึ่งมันก็มีประโยชน์ต่อบางกลุ่มอำนาจในเพื่อไทยที่จะทำให้มีพลังกดดันทั้งภายในและภายนอก เพื่อต่อรองอะไรบางอย่างในพรรคการเมืองนั้นๆ
หากเพื่อไทยจะถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ผมเห็นว่า ยากกว่าการกระโดดลงเหวอีก คือคุณเดินมา 1 เดือนจากการประชุมร่วมกัน มีคณะกรรมการถ่ายโอนอำนาจเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ดังนั้น ข่าวที่จะบอกว่าถอนตัวออกเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อไทยต้องดีดลูกคิดเยอะทีเดียว ถ้าเพื่อไทยไม่ได้เป็นฝ่ายรัฐบาลครั้งนี้จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสร้าง หรือกู้ภาพลักษณ์ของตนที่ตกต่ำในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาได้อย่างไร
มันเป็นเหมือนข่าวที่ทำให้ประชาชนผู้รับฟังรู้สึกตระหนกตกใจว่า รัฐบาลของพรรคฝ่ายค้านอาจจะไม่ไปถึงฝั่งฝัน แต่ในความเป็นจริง ผมว่าเขาเดินมาครึ่งทางแล้ว มาถึงขั้นเจรจากระทรวงกันเรียบร้อยแล้ว มันจึงเป็นข่าวที่เพียงแค่จะคอยแซะความมั่นคงของการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น

รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ท่ามกลางความปั่นป่วนชนิดฝุ่นตลบที่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกลกำลังประสบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุ้นไอทีวี เรื่อง ส.ว.ที่ไม่สนับสนุนโหวตนายกฯ ประกอบกับเงื่อนไขที่พรรคก้าวไกลส่งแคนดิเดตนายกฯเพียงคนเดียว ทำให้พรรคเพื่อไทยนั่งอยู่บนยอดภูมองดูวันสะดุดแข้งขาตัวเองของพรรคก้าวไกลและนายพิธา ไปไม่ถึงดวงดาวในการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะเป็นเหตุผลที่ชอบธรรมพอให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องมีคำติเตียนจากสังคมว่าหักหลังเพื่อน
แน่นอนว่าโอกาสการได้ลงจากยอดภูมาจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ หรือพรรคก้าวไกลจะลากยาวในการเสนอชื่อนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาลนั้นเกมทั้งหมดจะอยู่ในมือประธานสภา ตำแหน่งประธานสภาในสายตาของพรรคก้าวไกลคือผู้กำชะตาการตั้งรัฐบาล หากเปลี่ยนมุมไปมองจากฝั่งพรรคเพื่อไทย หากประธานสภามาจากพรรคเพื่อไทยก็มีความสำคัญในฐานะบุคคลที่จะขีดเส้นตายให้พรรคก้าวไกลเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯ อาจวางเงื่อนไขว่าจะเสนอชื่อเพื่อให้รัฐสภาโหวต 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้ง ต่างจากกรณีพรรคก้าวไกลมีตำแหน่งประธานสภาในมือที่จะเสนอและลากยาวการโหวตนายกฯออกไปได้
ปรากฏการคัดค้านตำแหน่งประธานสภาจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทยสายอีสาน อาจเป็นความไม่พึงพอใจภายในพรรค หรืออาจเป็นเงื่อนไขต่อรองตำแหน่งประธานสภากับตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ในรัฐบาล หรือหากจะคิดทางลบก็แน่นอน พรรคเพื่อไทยอาจมองเห็นโอกาสลงจากยอดภูในวันที่ก้าวไกลเพลี่ยงพล้ำจัดตั้งรัฐบาล ข้อสมมุติฐานข้างต้นอาจแสดงให้เห็นถึงเปอร์เซ็นต์ความเป็นฝ่ายประชาธิปไตยลดลง และท้ายที่สุดก็มีภาพเก่าๆ ของนักการเมืองก็มองไปที่ผลประโยชน์ อาจขัดหูขัดตาในวันที่ภูมิทัศน์ทางการเมืองถูกดีไซน์ใหม่ผ่านการเลือกตั้งให้การเมืองแบบอุดมการณ์เข้ามาแทนที่ความคิดแบบผลประโยชน์นิยม
การที่พรรคเพื่อไทยเสนอเปิดทางให้ฟรีโหวตต้องยึดมติพรรค หรือแม้แต่การบอกว่าให้ถือมติพรรคแต่สนับสนุนการโหวตลับนี่ย่อมเป็นสัญญาณที่เห็นได้ว่า 8 พรรคที่จับมือกันตั้งรัฐบาลกำลังมีปัญหาความเป็นเอกภาพ อุดมการณ์ที่เคยจับมือโชว์กำลังพ่ายแพ้ผลประโยชน์
หากมีการเสนอชื่อแข่งกันระหว่างเพื่อไทยกับก้าวไกล พรรคเพื่อไทยอาจเสนอ สุชาติ ตันเจริญ น่าเชื่อว่านายสุชาติอาจชนะ เพราะเคยอยู่พรรคพลังประชารัฐ ก็อาจได้รับการสนับสนุน หรือพรรคฝ่ายค้านหากต้องการหยุดพรรคก้าวไกลก็อาจโหวตให้พรรคเพื่อไทย
หากเป็นเช่นนั้น พรรคก้าวไกลอาจไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย หันไปเป็นฝ่ายค้านที่โหวตสนับสนุนนายกฯที่มาจากพรรคเพื่อไทย แล้วปล่อยให้พรรคเพื่อไทยได้อำนาจแต่พังทลายในสายตาประชาชน
ณ สถานการณ์ตอนนี้การพูดคุยกันในระดับแกนนำเป็นสิ่งที่สำคัญให้มากที่สุด โดยไม่ลืมว่า 8 พรรคร่วมได้วางตำแหน่งตัวเองให้อยู่ในฝั่งประชาธิปไตย เสียงของประชาชนอันเป็นเจตจำนงเสรีต้องการอะไร ดังนั้นในมือต้องกำอุดมการณ์และการเคารพประชาชนให้แน่น และการโหวตควรกำหนดให้ ส.ส.ยึดมติพรรค โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย หากพรรคก้าวไกลแยกตัวออกไปจะไม่ใช่เป็นการไปตัวเปล่า แต่ได้ทิ้งข้อหาร้ายแรงเอาไว้ให้ประชาชนพิพากษา

รศ.ดร.พรอัมรินทร์ พรหมเกิด
นักวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ต้องยอมรับว่าระดับการรับรู้ทางการเมืองของคนสมัยนี้ค่อนข้างสูง พรรคการเมืองต้องมีคำอธิบายใหม่ๆ ที่เป็นที่ยอมรับได้ คำพูดของอดิศร เพียงเกษ ส.ส.พรรคเพื่อไทย สะท้อนถึงทัศนคติความคิดแบบเก่าๆ เป็นความคิดที่แคบ เชื่อในเรื่องความเป็นอาวุโส และเชื่อว่าผู้อาวุโสเท่านั้นจะมีความสามารถ มีความรู้กำหนดความเป็นอยู่ของบ้านเมืองได้
ในโลกสมัยใหม่ไม่ได้วัดค่าความอาวุโส อยู่ที่ความรู้ ความสามารถ สังคมที่เชื่อในเรื่องความอาวุโสจะกดทับทำให้คนรุ่นหลังไม่มีโอกาสร่วมในการพัฒนาประเทศชาติได้ คนรุ่นหลังมีความรู้ มีการศึกษาดีจำนวนมากเพียงแต่ไม่มีโอกาส ทัศนคติแบบเก่าคือทัศนคติการอนุรักษนิยม มีผลในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยรวมทั้งมีผลในการยับยั้งในการพัฒนาประเทศชาติ
ถ้าเข้าไปโหวตกันในสภาแบบฟรีโหวตจริงๆ จะสุ่มเสี่ยง ทำให้พรรคก้าวไกลมีโอกาสพลาดท่าให้พรรคอันดับรองลงมาได้ เพราะพรรครองมีประสบการณ์เล่นเกมการเมืองมายาวนาน อาจจะระดมความคิดเห็นจากพรรคอื่นๆ ร่วมด้วย สมัยก่อนพรรคเพื่อไทยมีสมาชิกพรรคย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ อาจมีอะไรเซอร์ไพรส์ก็เป็นได้
การแพ้คะแนนเสียงแค่ 10 เสียง มีโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะพลิกกลับมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่คนที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยประมาณ 25 ล้านเสียง ทุกคนอยากให้ 2 พรรคจับมือกันให้ได้ เพื่อให้เกิดการบริหารประเทศเพราะต้องการการเปลี่ยนแปลงจากกลุ่มอำนาจเก่า
ถ้ามาแย่งกันเองเพราะตำแหน่งนี้จะทำให้ประชาชนจำนวนมากผิดหวัง และถ้าพรรคเพื่อไทยยังต้องการประธานสภา คิดว่าจะอยู่ในจุดเสี่ยงเพราะอย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในพรรคการเมืองขาขึ้น การแพ้เลือกตั้งในเขตกรุงเทพฯและเชียงใหม่ เป็นเขตในบ้านเกิดเป็นเรื่องที่คาดคิดไม่ถึง ไม่ได้บอกถึงความเจริญแต่บอกถึงความเสื่อม ถ้าวางตัวไม่ดี ไม่เข้าใจกระแสของประชาชน ประเมินความคิดของประชาชนต่ำเกินไปอาจจะแพ้การเลือกตั้งได้ในอนาคต

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา
หากมองศึกการชิงเก้าอี้ประธานสภาคงต้องไปดูที่ 8 พรรคร่วม ขณะนี้มีเอกภาพมาก ประกอบกับท่าทีของ ภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำของพรรคเพื่อไทยวางหลักการชัดเจนว่าพรรคอันดับ 1 ต้องได้ทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประธานสภา เป็นหลักการและสังคมก็รับรู้และคล้อยตาม โดยสรุปพรรคเพื่อไทยยอมถอยให้กับพรรคก้าวไกล แต่ปัญหาขณะนี้ ทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดิศร เพียงเกษ ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยมีท่าทีที่ไม่เห็นด้วย แสดงว่าพรรคเพื่อไทยมีความแปลกแยกทางความคิด ทั้งที่กลุ่มอุ๊งอิ๊ง ภูมิธรรม และ นพ.ชลน่าน เห็นแนวทางสอดคล้องต้องกันกับกระแสสังคมที่จะให้พรรคอันดับ 1 เป็นประมุข และฝ่ายบริหาร
ขณะที่กลุ่ม 2 อาจจะมีแนวคิดว่าไม่เห็นสมควร เพราะคะแนนระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลเป็นเสียงปริ่มน้ำและไม่ชนะขาด ก็ควรต่อรองสมดุล หากมีการโหวตขึ้นจริงทั้ง 2 ฝั่ง ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ปัญหาก็จะเกิดขึ้นทันที สมมุติว่า ร.ต.อ.เฉลิม กับ อดิศร ยืนยันว่าจะฟรีโหวตและให้สมาชิกสภา 500 คน ตัดสินใจเลือก และ ส.ส.เสนอชื่อคนของพรรคเพื่อไทยชิงประธานสภากับพรรคก้าวไกล จะเกิดวิกฤตการเมืองรอบใหม่ ภายในแกนนำพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ถึงจุดแตกหักขึ้นได้เหมือนกัน
หากให้มองกลุ่มเพื่อไทยภาคอีสานต้องการยึดประธานสภา ที่สำคัญที่ผ่านมาพรรคอันดับ 1 และ 2 จะอยู่คนละข้างกัน ครั้งนี้มาอยู่ข้างเดียวกัน มองแล้วว่าพรรคก้าวไกลหากไม่มีพรรคเพื่อไทยก็จะไปไม่รอด เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเมือง ควรจะให้พรรคเพื่อไทยบ้าง และอาจจะมีแนวคิดที่จะต้องการไปต่อ ดูจากเงื่อนไขแล้วเชื่อว่า ส.ส.สายอีสานมองว่า พิธาไม่มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะติดกับดัก ส.ว. และหากพรรคก้าวไกลได้ประธานสภา โอกาสจะได้ตำแหน่งนายกฯก็มีสูงตามไปด้วย คิดว่ามองในมุมนี้ จึงพยายามเสนอชื่อประธานสภาแข่งขันด้วย
การที่มีข่าวเสนอสุชาติ ตันเจริญ เป็นประธานสภา มองเห็นถึงสัญญาณความเป็นไปได้จะเกิดการสลับข้างย้ายขั้วกันอีกรอบ ถือว่ากลเกมการเมืองไทยนั้นทำได้ หากเสนอชื่อสุชาติจริงจะทำให้ 8 พรรคร่วมแตกกันอย่างแน่นอน นำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ พรรคก้าวไกลก็ต้องมาทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และตรวจสอบอย่างเข้มข้น หากสูตรนี้ออกมาจริงๆ อาจจะมีการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว และอาจจะเป็นที่หลายคนคาดการณ์เอาไว้คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แต่รัฐบาลจะอยู่ไม่นาน เพราะไม่มีเสียงสนับสนุนจากประชาชนเลย หากพรรคก้าวไกลตรวจสอบอย่างเข้มข้นเชื่อว่ารัฐบาลไปได้ไม่เกิน 2 ปี พอเลือกตั้งใหม่พรรคเพื่อไทยก็จะจบเหมือนกัน หากไม่เดินตามหลักการที่ภูมิธรรมเสนอ
การที่หลายคนกังวลใจหากประธานสภาตกไปเป็นของพรรคก้าวไกล จะไม่สามารถคุมเกมการเมือง ในความเป็นจริงประธานสภาไม่ได้กำหนดในเรื่องเกณฑ์อายุ แต่การคุมนักการเมืองไทยต้องมีทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ ประสบการณ์อยู่บ้าง เพื่อให้เกิดความเกรงอกเกรงใจ ทำให้คนของพรรคก้าวไกลจะนั่งตำแหน่งประธานสภาถูกวิพากษ์วิจารณ์กันเยอะ แต่หากแม่นในกฎระเบียบ การวางตัวชัดเจน คิดว่าควบคุมการประชุมได้ ในเรื่องนี้ยังมีประธานวิปรัฐบาลและฝ่ายค้านก็สามารถช่วยเหลือได้อีกทางหนึ่ง

