ไก่-ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ วัย 43 ปี ส.ส.พิษณุโลก เขต 5 พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นคน อ.นครไทย จ.พิษณุโลก โดยกำเนิด เป็นลูกคนเล็กของ ประสงค์ สระคู อดีตรองนายก อบจ.พิษณุโลก และประธานสภา อบจ.พิษณุโลก
จบประถมโรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก มัธยมศึกษาโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และปริญญาตรีอีกใบ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
“ไก่” เล่าให้ฟังว่า เดิมเป็นคนเบื่อการเมือง เพราะพ่อเป็นนักการเมืองท้องถิ่นมายาวนาน และไม่ชอบการเมืองแบบเก่าๆ รู้สึกว่าไม่ตรงไปตรงมา เบื่อนักการเมืองรุ่นเก่าบางคนที่ชอบสัญญาต่างๆ แล้วทำไม่ได้ อีกทั้งเข้าถึงยาก
เมื่อผมเห็นแนวทางของพรรคก้าวไกล ตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ รู้สึกเป็นความหวังได้ เมื่อเห็นว่าการเมืองสามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่ถ้าเรากลับอยู่เฉย ก็เหมือนกับว่าเรามัวแต่ไปว่าคนอื่น แต่เรากลับไม่ทำอะไรเลย จึงคิดว่าควรลงมาทำดีกว่า ผมลงทำการเมืองมาแล้ว 3 ปี ลงไปช่วยชาวบ้านเต็มที่ ทั้งเรื่องราคามะม่วงตกต่ำ หรือความเดือดร้อนอื่นๆ
สำหรับพื้นที่บ้านผม เขต 5 อยู่รอบนอกสุดของ จ.พิษณุโลก ทั้ง 3 อำเภอ คือ นครไทย ชาติตระการ และวัดโบสถ์ เปรียบเป็นภาคอีสานของพิษณุโลก ดัชนีชี้วัดความเจริญต่ำที่สุดในพิษณุโลก รายได้ต่อครัวเรือนน้อยสุด หนี้สินครัวเรือนสูงสุด
สิ่งที่อยากทำส่วนตัวคือการควบคุมราคานมผงเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 1 ขวบ เนื่องจากมีกฎหมายห้ามโฆษณา ห้ามส่งเสริมการขาย ทำให้ราคาแพง ผู้มีรายได้น้อยกระทบมาก เด็กในเขตชนบทเข้าถึงนมได้ยาก แม้รัฐส่งเสริมดื่มนมแม่ แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนจะดื่มนมแม่ที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นนมผงเด็กแรกเกิดจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น อยากแก้ไขกฎหมายตรงนี้ เพื่อให้เด็กแรกเกิดในชนบทเข้าถึง
ส่วนปัญหาใหญ่สุดในพื้นที่ 3 อำเภอคือปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินและพื้นที่ป่ารุกที่ชาวบ้าน เรื่องคนรุกป่ามีเหมือนกันแต่น้อย แต่ป่ารุกที่ชาวบ้านมีเยอะ
อย่าง อ.นครไทย 80% เป็นพื้นที่ทั้งป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ และเขตอุทยาน บางพื้นที่ พ.ร.บ.ทับซ้อนกัน จนไม่รู้ว่าพื้นที่นี้หน่วยงานใดรับผิดชอบ พอชาวบ้านมีข้อพิพาทก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปเคลียร์กับใคร เพราะการกำหนดเขตไม่ชัดเจน หรือบางตำบล ทั้งตำบลอยู่ในพื้นที่ป่าหมดเลย
การที่เราอยู่ในพื้นที่ แต่ไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ ทำให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะทำการเกษตรดีแค่ไหน แปรรูปสินค้าเกษตรดีแค่ไหน ขายของดีแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถเติบโตได้ ตั้งบริษัทไม่ได้ ตั้งโรงงานไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือวิสาหกิจชุมชน แล้วไปอ้อนวอนอำนาจรัฐช่วย ทำให้ชาวบ้านเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มและตลอดไป
ขณะที่ อ.ชาติตระการ หนักกว่านั้น 90% ของอำเภอเป็นพื้นที่ป่า มีแค่เพียงไข่แดงตรงกลาง โซนตัวที่ว่าการอำเภอที่ออกเอกสารสิทธิได้ถูกต้อง ดังนั้น เมื่อมีธุรกิจดีๆ อุตสาหกรรมดีๆ ที่สามารถจ้างแรงงานได้ 100-200 คนก็ไม่กล้ามาลงทุน
ดังนั้น คนในพื้นที่ 3 อำเภอที่จะทำงานได้เงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไปหาไม่เจอ เด็กรุ่นใหม่ที่เรียนจบมากลับมาอยู่บ้าน ถ้าไม่ทำการเกษตร ก็ต้องสอบข้าราชการให้ได้ ไม่งั้นเลิกคิดที่จะมีเงินเดือนสูงสาเหตุมาจากปัญหาที่ดิน ถ้าปลดล็อกตรงนี้ได้ อย่างอื่นก็จะทำได้สะดวก

