เมื่อวันที่ 16 ก.พ. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีพระเมธีธรรมาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย นัดหมายพระสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 แห่งทั่วประเทศ ชุมนุมที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม จัดสัมมนา “สกัดแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย” ล่าสุดการนัดหมายครั้งนี้ได้เกิดเหตุปะทะชุลมุนระหว่างทหารที่นำกำลังไปรักษาความสงบเรียบร้อยและกลุ่มพระสงฆ์ที่ไปร่วมชุมนุมดังกล่าว โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่า
เสียดายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างอาณาจักรและศาสนจักร เพราะประเทศไทย ทั้งศาสนจักรและอาณาจักรต่างเกื้อหนุนกันมาตลอด ซึ่งต่างกันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา หรือเวียตนาม แต่ไม่นานมานี้เราเริ่มเห็นความขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่าย และดูจะรุนแรงมากขึ้น ตนคิดว่าประเทศเราขณะนี้อาณาจักร (หมายถึงรัฐบาล) รุกรานศาสนจักรก่อน รัฐบาลปล่อยให้ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลจาบจ้วงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง หลายครั้งโดยไม่คิดจะปกป้องพระชั้นผู้ใหญ่ แต่สมเด็จฯ ท่านก็เมตตาไม่เคยออกมาตอบโต้แม้แต่ครั้งเดียว
บัดนี้อาณาจักรไม่เป็นกลาง ไม่ทำในสิ่งที่พึงกระทำตามกฎหมาย ตนไม่โทษพระสงฆ์ที่ออกมาชุมนุม เพราะพระภิกษุสงฆ์ในเมืองไทยไม่เคยมีลักษณะของความรุนแรง ศาสนาพุทธที่หมดไปจากอินเดียก็เพราะไม่ใช้ความรุนแรง ยอมให้เขาทำลาย ยอมให้เขาเผา ยอมให้เขาฆ่า จนแทบหมดไปจากอินเดีย เหตุการณ์ทั้งหมดตนโทษรัฐบาล ที่ปล่อยให้ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นยาวนาน นายกรัฐมนตรีที่ประกาศจะเข้ามาขจัดความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังไม่สามารถขจัดความขัดแย้งในทางการเมืองได้ แต่กลับขยายความขัดแย้งไปยังศาสนจักรอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว
“ผมต้องประกาศเสียให้ชัดว่า ผมไม่ศรัทธาการเผยแผ่ศาสนาในแนวของวัดพระธรรมกายแน่นอน และผมก็ต้องประกาศเสียให้ชัดด้วยว่าผมก็ไม่ชอบที่รัฐบาลลำเอียง ถือข้าง ในการปฏิบัติต่อสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์ฝ่ายไหนก็ตาม หากพุทธศาสนาในเมืองไทยอ่อนแอลง ผมโทษรัฐบาล 100% ก็จะให้ผมโทษใคร นี่ผมกำลังติดตามข่าวอยู่ว่า พระจะไปปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑลอีกเมื่อไหร่ ผมก็ร่ำๆ จะเดินตามหลังพระไปปฏิบัติธรรมอยู่เหมือนกัน” นายนิพิฏฐ์ กล่าว

