‘พรสันต์’ มองเกมอันตราย เสียใจ รธน.ถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง ทำดัชนี ‘ขัดแย้ง’ สังคมไทยพุ่ง
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดเสวนาในหัวข้อ “เราจะรักษาชัยชนะก้าวแรกของประชาชน (และก้าวต่อๆ ไป) ไว้ได้อย่างไร ?” เวลา 14.00-17.00 น. ณ ห้องพูนศุข วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลังจากที่เราออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา อุปมาว่าประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเกินกว่า 70% มุ่งหมายที่จะให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมขึ้นมานั่งเป็นรัฐบาล เสมือนประชาชนเอาความเป็นประชาธิปไตยกลับมาให้สังคมไทย หลังจากนั้นเราสามารถประคับประคองประชาธิปไตยตรงนี้ไปต่อได้อย่างไร ซึ่งยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็ประหนึ่งอุปสรรคจะเกิดขึ้นแล้ว เริ่มที่จะมีองค์กรอะไรบางอย่างออกมาโต้กับการเลือกตั้งในครั้งนี้
ผศ.ดร.พรสันต์กล่าวว่า การทำรัฐประหารถือว่าเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมืองไทย เกิดมาทุกยุคทุกสมัย หรือแม้กระทั่งปัจจุบันที่เกิดอุปสรรคในการจัดตั้งรัฐบาล ก็เริ่มมีคนโยนประเด็นมาอีกว่า จะมีการทำรัฐประหารอีกหรือไม่
“การรัฐประหารในบริบทการเมืองในสมัยเก่ากับการเมืองสมัยใหม่ รูปร่างหน้าต่างอาจจะไม่เหมือนกัน ที่ต้องพูดเพราะการเมืองยุคเก่าการรัฐประหารคือ การใช้กำลังที่เข้าไปล้มล้างและเปลี่ยนรัฐบาลเดิมแล้วตัวเองขึ้นไปเป็นรัฐบาลใหม่ หลายคนเข้ามาถามผมอยู่เสมอว่าเมื่อมีการทำรัฐประหารแล้ว ฉีกรัฐธรรมนูญทำไม คำตอบในสมัยเก่าก็คือ เขาทำการผิดกฎหมายเขาก็ต้องฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งเพื่อที่เขาจะได้ไม่ผิดกฎหมายและเขาก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา นั่นคือคำอธิบายหรือปัจจัยภายนอกที่เขาไปบั่นทอนประชาธิปไตยแบบเดิมๆ
แต่ในลักษณะการเมืองสมัยใหม่จะไม่ได้เป็นการทำรัฐประหารแบบเดิมอีกแล้ว ในทางทฤษฎีในการทำรัฐประหาร 2 ครั้งติดต่อกัน เป็นการทำรัฐประหารซ้ำ กล่าวคือ หนึ่งจะมีการใช้กำลังเข้าไปเปลี่ยนแปลง และเอารัฐบาลชุดเดิมออก หลังจากนั้นก็ทำรัฐประหารอีกชุดหนึ่งตามมา นั่นก็คือการทำรัฐประหารผ่านรัฐธรรมนูญ ในทางรัฐธรรมนูญเรียกทฤษฎีนี้ว่าเป็นการทำรัฐประหารผ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มีการเข้าไปดีไซน์รัฐธรรมนูญเข้าไปสอดคล้องรองรับกับคณะรัฐประหารที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงตัวรัฐบาลเข้ามา
โดยหลักการแล้วการเข้าไปทำรัฐประหารผ่านรัฐธรรมนูญ มี 4 วัตถุประสงค์ใหญ่ๆ คือ 1) พยายามลดทอนความเป็นประชาธิปไตยในประเทศนั้นให้น้อยลง 2) พยายามเข้าไปครอบงำการเมือง 3) พยายามที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้นเข้าไปทำลายศัตรูในทางการเมือง 4) พยายามอาศัยอ้างอิงรัฐธรรมนูญทำการรักษาอำนาจหรือการต่อขยายอำนาจตัวเองให้ยาวต่อไป
ฉะนั้นโดยหลักๆ แล้วเราก็จะพบว่าการที่เข้าไปทำลายความเป็นประชาธิปไตย โดยผ่านรัฐประหารไม่ได้มีความตื้นเขินแบบสมัยเก่า แต่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น” ผศ.ดร.พรสันต์กล่าว
จากนั้น ผศ.ดร.พรสันต์กล่าวถึงรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ว่าในทางวิชาการ เป็นการเข้าไปเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองและกฎหมาย ให้แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
“เราก็ทราบว่ารัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่เข้าไปปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ บังคับใช้ไปราว 9 ปี หลังจากนั้นก็มีการทำรัฐประหารในปี พ.ศ.2549 คณะรัฐประหารก็จะพยายามรัฐประหาร 2 ชุดต่อไป ในสิ่งที่ผมกล่าวไปในตอนแรก 1.คือต้องการเอาตัวรัฐบาลออก 2.พยายามเข้าไปล็อกอีกหนึ่งชั้นโดยการทำรัฐประหารผ่านบทรัฐธรรมนูญคือการไปดีไซน์ออกแบบรัฐธรรมนูญ
ฉะนั้นก็เข้าไปปรับเปลี่ยนองค์กรที่มาอย่างมีนัยสำคัญจากรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2540 ยกตัวอย่างจากเดิมรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง แต่ตอนรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 มีการดีไซน์ครึ่งหนึ่งมาจากการสรรหา หรือเป็นการเพิ่มอำนาจองค์กรอิสระให้มีอำนาจมาก ฉะนั้นในบริบทการเมืองปี พ.ศ.2550 ก็จะเริ่มองค์กรอิสระเข้ามามีบทบาททางการเมืองสูง
หลังจากนั้นมีใช้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 ไป 7 ปีก็มีการทำรัฐประหารอีกครั้ง มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวในปี พ.ศ.2557 หลังจากนั้นเข้าไปยกร่าง เกิดรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ซึ่งกลับไปเอารัฐธรรมนูญปี 2521 บวก รัฐธรรมนูญ 2534 มารวมกัน” ผศ.ดร.พรสันต์กล่าว
จากนั้น ผศ.ดร.พรสันต์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 มีการตั้งฐานองค์กรต่างๆ ให้มีความสลับซับซ้อนในตัวบริบทรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ มีองค์กรอิสระ มีศาลรัฐธรรมนูญ มีกลไกในการฟ้องร้องเพื่อพิทักษ์สิทธิเสรีภาพ อย่างไรก็ตาม เป็นความน่าเสียใจที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งออกแบบดีไซน์มาเพื่อทำการออกแบบพิทักษ์องค์กรประชาธิปไตย สุดท้ายปัจจุบันองค์กรต่างๆ เหล่านี้ถูกใช้ในการลดทอนประชาธิปไตยเสียเอง
“ลักษณะเกมแบบนี้การใช้เครื่องมือในรัฐธรรมนูญแบบนี้มันเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายทั่วไป…เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในทางการเมืองสุดท้ายแล้วจะเกิดภาวะที่ประชาชนหมดศรัทธาและความเชื่อมั่นกับระบบการเมืองที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญในปัจจุบัน
นี่คือประเด็นที่กำลังชี้ให้เห็นว่าเรากำลังอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างวิกฤตพอสมควร สิ่งผมพูดมา ตรงและสอดคล้องกับงานวิจัย ในทางรัฐธรรมนูญ ในทางความเป็นรัฐ มีวิจัยที่เข้ามาทำการให้คะแนนประเทศไทยว่า ตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 จนปัจจุบัน ดัชนีความขัดแย้งในสังคมไทยเกิดขึ้นสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่จะลดน้อยถอยลง นี่เป็นผลจากการใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรสันต์กล่าว

