หน้าแรก การเมือง จาตุรนต์ ย้ำต...

จาตุรนต์ ย้ำต้องรักษา ‘ความหวัง’ คนไทย แก้กติกาไม่ ปชต. ถ้าทำไม่ได้ ลูกหลานหมดอนาคต

25.06.23 | 18:13 น.

จาตุรนต์ ย้ำต้องรักษา ‘ความหวัง’ คนไทย แก้กติกาไม่ ปชต. ถ้าทำไม่ได้ ลูกหลานหมดอนาคต

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดเสวนา “เราจะรักษาชัยชนะก้าวแรกของประชาชน (และก้าวต่อๆ ไป) ไว้ได้อย่างไร”

ในตอนหนึ่ง นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในแง่ประชาชนล้มเผด็จการ เมื่อเทียบเคียงเหตุการณ์ในเวลาต่อๆ มาจะพบว่า 14 ตุลาคม เป็นชัยชนะร่วมกันของหลายฝ่ายที่ไม่พอใจทรราช

ต่อมา กระแสสังคมนิยมเข้ามาในประเทศไทย ชนชั้นนำและเผด็จการผนึกกำลังต่อต้านขบวนการนักศึกษา นำมาซึ่งเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และรัฐประหารในเวลาต่อมา

จาตุรนต์ ฉายแสง

สำหรับเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ เป็นการร่วมกันของหลายฝ่ายที่ไม่พอใจ จปร.5 ที่มีอำนาจ นำโดยชนชั้นนำในกองทัพ ชนชั้นนำในฝ่ายอนุรักษนิยม ร่วมกับพลังประชาชนและสื่อมวลชน ล้มรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ลงไป แต่ก็ยังไม่ได้สร้างระบบที่ถาวร อย่างไรก็ตาม ในแง่ดีคือนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ และมีการปฏิรูปการเมืองในปี 2540 ซึ่งมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด และใช้รัฐธรรมนูญเต็มรูปแบบในปี 2544

Advertisement

ต่อมา เกิดปรากฏการณ์ “ประชาธิปไตยกินได้” คือพรรคการเมืองเสนอนโยบาย ประชาชนเลือกพรรคการเมืองไปเป็นรัฐบาล ประชาชนได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง และมีความรู้สึกว่าการเลือกตั้งมีประโยชน์ต่อชีวิตเขาจริงๆ ในแง่ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาได้ฝังรากลึกในความรู้สึกของคนไทย

ต่อมา เกิด รัฐประหารปี 2549 เป็นรัฐประหารเสียของคือยึดรัฐธรรมนูญแล้วยุบพรรคการเมือง ปลดนายกฯได้ตามใจ เมื่อ การเลือกตั้งปี 2554 เสียของ คือยังได้รัฐบาลที่คณะรัฐประหารไม่ถูกใจ

จาตุรนต์ ฉายแสง

นายจาตุรนต์กล่าวว่า รัฐประหารปี 2549 และ 2557 หากเทียบเคียงสิ่งที่คณะราษฎรต้องการคือมีรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายสูงสุด อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากในประเทศนี้ คือคณะรัฐประหารใช้กลไกระบอบประชาธิปไตย 3 อย่างคือ รัฐธรรมนูญ ประชามติ และ การเลือกตั้ง ใช้สิ่งที่อารยประเทศมองว่าเป็นเรื่องของประชาธิปไตย แต่มันถูกใช้ให้บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้อย่างไม่ถูกต้องตามกติกา และทำให้ได้กติกาที่พิกลพิการ โดยใช้ประชามติที่เป็นการโกง

ต่อมา มีการเลือกตั้งที่มี ส.ว.250 คน รวมทั้งมีองค์กรอิสระต่างๆ ศาลรัฐธรรมนูญที่พร้อมจะจัดการกับพรรคการเมืองที่จะเป็นรัฐบาล การรัฐประหารปี 2557 ทำให้ประเทศย้อนหลังมาก นำไปสู่การปกครองแบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดถึง 5 ปี ยังคงปัญหามาจนทุกวันนี้คือ ส.ว. 250 คน

นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า เราจะรักษาชัยชนะอย่างไร ที่พูดมาไม่ใช่ชัยชนะเลย ประเทศนี้ยังมีปัญหากับความไม่เป็นประชาธิปไตยที่ใหญ่มาก ชัยชนะก้าวที่สำคัญคือ 20 ปีอย่างน้อยมานี้ประชาชนตื่นตัวอย่างกว้างขวางกว่าและลึกกว่ามากในยุคสมัยใดๆ ในเรื่องอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เรามีชัยชนะจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาที่ประชาชนได้แสดงออกถึงการไม่ยอมรับพวกที่มาจากการยึดอำนาจ ซึ่งเป็นชัยชนะความก้าวหน้าที่สำคัญ แต่อยู่ในภายใต้กติกาที่หมายความว่า 313 เสียงนี้ยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองในพรรคอื่น หรือ ส.ว. 250 ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก เพราะดูจากการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่ต้องการให้เกิดการตั้งรัฐบาลโดยที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

จาตุรนต์ ฉายแสง

“จะรักษาชัยชนะนี้อย่างไร ในขั้นแรกจะตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยได้อย่างไร ทำอย่างไรไม่ให้เกิดการสลับขั้วย้ายข้าง มีของวิเศษที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ส.ว.อยู่ได้แค่อีกปีเดียว เมื่อ ส.ว.หมดอำนาจ 313 เสียงตั้งรัฐบาลได้แน่นอน ถ้าไม่สลับขั้วไปเสียก่อน

“สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือรักษาศักยภาพความเข้าใจของประชาชนไทย ความหวังของประชาชนไทยเอาไว้ เรื่องใหญ่กว่านั้นคือการแก้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งยากมาก เพราะเขียนรัฐธรรมนูญไว้แบบที่ไม่ให้ใครแก้ได้ ถ้าแก้ไม่ได้ประเทศไทยก็ล้าหลัง ลูกหลานไม่มีอนาคตกันหมดทั้งประเทศ คนไทยจะยอมทำไม ในเมื่อตอนเลือกตั้งก็แสดงออกมาแล้ว 313 เสียง ถ้าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเป็นเอกภาพ องค์กรต่างๆ ที่ต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยไปในทางเดียวกัน รักษาพลังประชาชนไว้ และมีทิศทางร่วมกันก้าวไปสู่การทำให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่ต้องทำคือ ตระหนักว่าปัญหาใหญ่เหลือเกิน ความไม่เป็นประชาธิปไตยถูกสร้างไว้แบบเข้มแข็งมาก แต่ต้องช่วยกันฝ่าไปให้ได้ ใช้เวลาและความพยายาม” นายจาตุรนต์กล่าว