‘รังสิมันต์’ แจงปม ‘เปลี่ยนวันชาติ’ เป็นข้อเท็จจริงทางปวศ. อย่าสร้างประเด็นด้อยค่าก้าวไกล

26.06.23 | 16:14 น.

‘รังสิมันต์’ แจงปม ‘เปลี่ยนวันชาติ’ เป็นเพียงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ซัด งูเห่า อย่าคิดสร้างบาดแผลการเมือง เตือน รบ.เสียงข้างน้อยไปไม่รอด

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ก.ก. ให้สัมถาษณ์ถึงกรณีที่ได้เสนอให้เปลี่ยนวันชาติ มาเป็นวันที่ 24 มิถุนายนว่า จริงๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงมานาน พอเป็นประเด็นช่วงนี้จึงกลายเป็นประเด็นทางการเมือง ที่ต้องการใช้ทุกเรื่องสร้างประเด็นหรือด้อยค่าพรรคก้าวไกล หวังว่ากระบวนการดังกล่าวจะทำให้พรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ในเรื่องวันชาติเป็นประเด็นที่หากเราศึกษาประวัติศาสตร์ วันชาติ คือวันที่ 24 มิถุนายน

หลังจากนั้นก็มีการรัฐประหารขึ้นและเปลี่ยนวันชาติ สิ่งที่ตนกล่าวก็ไม่ได้แตกต่างจากหลายคนที่เป็นนักประวัติศาสตร์พูด แต่แน่นอนว่าเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการพูดคุย และจะทำได้จริงหรือไม่ ต้องมีการพูดคุยกันในสังคม ไม่ใช่วาระที่ต้องพูดคุยกันในเร็วๆ นี้ ในระยะสั้น พรรค ก.ก.ให้ความสำคัญในการเตรียมนโยบาย รวมไปถึงการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล และทำนโยบายต่างๆ ที่เราได้สัญญาไว้กับประชาชน

เมื่อถามว่าประเด็นดังกล่าวเป็นความเห็นส่วนตัวหรือความเห็นพรรค นายรังสิมันต์กล่าวว่า ยังไม่มีการคุยกันในพรรค การพูดของตนในงานเสวนาเป็นการพูดในเรื่องของประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในอดีต แน่นอนว่าเป็นมุมมองส่วนตัว

Advertisement

เมื่อถามว่า เรื่องนี้อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลให้ ส.ว.ไม่โหวตนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกฯหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ต้องคุยกันว่า เราจะจัดตั้งรัฐบาลเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้อย่างไร และหากจัดตั้งรัฐบาลได้สุดท้ายเราบริหารประเทศไปแล้ว ประชาชนชื่นชอบหรือเห็นด้วยอย่างไร ก็เป็นเรื่องของประชาชน

สิ่งที่คาดหวังคือ ในปี 2562 มีการพูดว่า ส.ว.ที่โหวตสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์สามารถรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร เราจึงหวังว่าหากใช้มาตรฐานนี้ในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล ก็ควรจะเดินต่อไปได้ ซึ่งตอนนี้เรามองไปถึงการโหวตประธานสภาก่อน ซึ่งในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ เราจะทราบถึงผลมติโหวตประธานสภาว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวจะซื้องูเห่าคนละ 100 ล้านบาท มีความเห็นอย่างไร นายรังสิมันต์กล่าวว่า ถ้าพูดถึงเรื่องของการซื้องูเห่า ต้องยอมรับว่าสำหรับตน เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์บาดแผลเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น คนที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน สิ่งที่เราไม่อยากเห็นที่สุดคือการทรยศต่อประชาชน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับพรรคไหน มันก็คือกระบวนการที่อาจจะทำให้ความเชื่อมั่น และความศรัทธาของประชาชนต่อระบอบรัฐสภาอาจจะลดลงได้ และสร้างความเสียหายระยะยาวต่อการเมืองไทย เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิด

“ต้องเรียนตามตรงว่า งูเห่า ถ้ามี โอกาสที่จะยืนระยะยาวต่อไปในทางการเมือง ผมว่าก็ไม่ง่าย ถ้าเราดูหลายๆ คนที่เป็นงูเห่า ก็ไม่ได้รับโอกาสจากประชาชนอีกแล้ว ดังนั้นคิดว่าอย่าให้มีบรรยากาศเช่นนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประธานสภา เลือกนายกรัฐมนตรีควรจะเป็นหน้าที่ที่สอดรับกับความมุ่งหมายของประชาชนที่อยากเห็นต่อรัฐบาล ไม่ควรนำเรื่องเงินที่จะสัญญาให้กันมาเป็นเงื่อนไขในการยกมือ ถ้าทำเช่นนั้นคือการทำลายการเมือง ประเทศชาติ และประชาธิปไตย” นายรังสิมันต์กล่าว

เมื่อถามว่ามีความเห็นอย่างไรที่เรื่องของงูเห่ามาจาก ส.ว. นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตอบไม่ได้ ไม่ทราบว่าเรื่องของงูเห่าจริงเท็จแค่ไหน สิ่งที่ตนตอบได้คือเรื่องของหลักการ ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ควรเป็นการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของคนที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.หรือ ส.ว. สิ่งที่เราต้องช่วยกันทำให้เกิดขึ้นให้ได้ คือการเลือกประธานสภาหรือนายกรัฐมนตรีสอดคล้องกับผลของการเลือกตั้ง

และเชื่อว่าวิธีเช่นนี้เป็นวิธีการเดียวที่ทำให้ประเทศของเราออกจากบ่วงของความขัดแย้ง และเดินหน้าต่อไปได้ หากรัฐบาลทำหน้าที่ไม่ดี เป็นเรื่องของประชาชนที่จะต้องตัดสิน ว่าสุดท้ายรัฐบาลชุดนั้นทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพหรือไม่ หากนำกระบวนการตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่กำลังจะหมดอายุไขในปีหน้ามาขัดขวาง คำถามคือว่าเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปอย่างที่เป็นได้ สุดท้ายอาจจะเป็นหล่มการเมืองแบบเดิมหรือไม่ สิ่งที่ตนต้องการเห็นคือทำให้มันถูกต้องเท่านั้น คืนความปกติให้การเมือง อย่าใช้ขบวนการวิชามารทั้งหลายอีกเลย

เมื่อถามว่ามีความเห็นว่าหลายฝ่ายมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จสักทีและใช้เวลานาน นายรังสิมันต์กล่าวว่า คิดว่ามันมีระดับของมันอยู่ กรณีที่ฟอร์ม 8 พรรคร่วมรัฐบาลถือว่ารวดเร็ว ถือว่าเป็นกระบวนการที่ราบรื่นด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่าจะมีแต่ 8 พรรคการเมืองคุยกัน เราตกลงเป็นเอ็มโอยูได้ หากไม่มีมาตรา 272 กระบวนการนี้คงจะดำเนินการไปจนเกือบเสร็จแล้ว ในส่วนที่ช้าอาจจะเป็นปัจจัยอื่น เช่น การรับรอง ส.ส. ซึ่งใช้เวลาในการรับรองมาก ไม่เข้าใจว่าระหว่างการรับรองทันทีหลังเลือกตั้ง กับใช้เวลา 1 เดือนในการรับรองผลออกมาแตกต่างกันอย่างไร เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้สอยใครหรือแจกใบอะไรสักอย่าง ไม่แน่ใจว่าความล่าช้าเช่นนี้ที่ส่วนหนึ่ง กกต.เป็นปัจจัย

ประเทศได้ประโยชน์จากอะไร หากเรามองอย่างเป็นธรรม กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลของก้าวไกลไม่ได้ช้า แต่ที่เกิดคำถามเพราะเรากังวลว่า ประเทศของเราจะมีการเมืองที่ไม่ปกติ หากเราเชื่อมั่นว่าการเมืองเราปกติ จะไม่เกิดคำถามพวกนี้ขึ้น เรารู้แก่ใจใช่หรือไม่ว่าการเมืองของเรามีปัญหาอยู่ แต่ตนยืนยันว่าพรรคก้าวไกลเรามีจุดยืนที่จะคืนความปกติให้สังคม ดังนั้นเราจึงพยายามเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลให้ได้

เมื่อถามว่า หากมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยจริงทางพรรคก้าวไกลจะทำอย่างไร นายรังสิมันต์กล่าวว่า มองว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างยาก เพราะ 1.เท่าที่ติดตามดีเบตมาบางพรรคการเมืองก็พูดตรงกัน ว่าโอกาสที่จะมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยคงเป็นไปไม่ได้ 2.รัฐบาลเสียงข้างน้อยบริหารยาก ถึงที่สุดก็ต้องผ่านกฎหมายผ่านสภา ทั้งเรื่องงบประมาณ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดังนั้นยังมั่นใจว่าวิถีทางที่เสนอต่อสังคมในการจับมือ 8 พรรค รวมเสียงกันได้ 312 เสียง เป็นทางออกเดียวและทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในตอนนี้