ไม่ว่าข่าวว่าด้วยเงิน จำนวน 6,000 ล้านบาท เพื่อสร้างสถานการณ์ “งูเห่า” ไม่ว่าการเสนอประเด็นว่าด้วย “พระเณรบวชใหม่” หวังทะยานขึ้นสู่ตำแหน่ง “เจ้าอาวาส”
แม้ข่าวหนึ่งจะปะทุมาจากบางส่วนของ 250 ส.ว. แม้ข่าวหนึ่งจะปะทุมาจากปัญหาอันดำรงอยู่ภายใน 141 ส.ส.
กระนั้น 2 ข่าวนี้ดำเนินไปในแบบ “คนละเรื่องเดียวกัน”
ไม่เพียงแต่ 1 ก่อให้เกิดภาวะที่มีความไม่แน่นอนต่อตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อเส้นทางสู่ตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
จึงนำไปสู่ความจำเป็นอันรีบด่วนที่จะต้องหาบทสรุปอย่างเป็นเอกภาพจากภายใน พรรคเพื่อไทย เพื่อสร้างความแจ่มชัดให้กับความสัมพันธ์ต่อ พรรคก้าวไกล ในร่มธงแห่ง MOU
พลันที่ข่าวปล่อยในเรื่องโฉมอีกมิติหนึ่งของรัฐบาลอันประกอบขึ้นจาก พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนากล้า จึงมี พรรคเพื่อไทย เข้าไปอยู่ในองคาพยพขึ้นโดยอัตโนมัติ
สายตาที่มองไปยัง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ไปยัง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง จึงเต็มไปด้วยเครื่องหมาย “คำถาม”
น่าเศร้าก็ตรงที่ ยังเป็น “คำถาม” ในกระสวนเดียวกันกับที่เคยมีข้อแคลงคลางกังขาต่อพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม
ไม่ว่ากับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไม่ว่ากับ นายเศรษฐา ทวีสิน
อันสะท้อนความรู้สึก “ร่วม” ที่ว่าอำนาจแท้จริงในการกำหนดทิศทางของพรรคเพื่อไทยมิได้อยู่กับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ไม่ได้อยู่กับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
แม้ว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว จะดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แม้ว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย
สถานะและความเชื่อถือของพรรคเพื่อไทยจึงเหมือนแขวนอยู่บนเส้นบางๆ แห่งความไม่เชื่อมั่น ไม่ไว้วางใจ
ไม่มีใครรู้ว่า บทสรุปจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยมอบหมายให้ นายนพดล ปัทมะ รวบรวมและประมวลมาเป็นบทเรียนจะวางน้ำหนักอยู่ในจุดใด
แต่หากมองจาก “สถานะ” และการ “ดำรงอยู่” ก็แจ่มชัด
แจ่มชัดว่าความไม่ชัดเจนในการตัดสินใจ ความไม่ชัดเจนในการให้คำตอบต่อแต่ละสถานการณ์อันแหลมคมในทางความคิด ในทางการเมืองนั่นเองคือปัญหา
หากไม่สามารถแก้ไขปมนี้ได้อย่างคล่องใจ การพลิกฟื้นและปรับสถานะใหม่ก็จะไม่ดำเนินไปด้วยความราบรื่น

