‘ปริญญา’ ชี้ เราไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ จดชื่อ ปชช.เป็นอาชญากร ตั้งแต่ตอนตั้งข้อหา ปี’65 ขึ้นไปสูงสุด 12 ล้านชื่อ – ย้ำ ตร.สู้คดีอยู่ถือว่ายังไม่ผิด ต้องแก้ปัญหา
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ห้อง 322 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงานแถลงข่าว “การเปลี่ยนแปลงระบบทะเบียนประวัติอาชญากรเพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์” โดยมี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแถลงแนวทางแก้ปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม
ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.ปริญญากล่าวถึงผลการดำเนินการแก้ปัญหาการเป็นอาชญากรก่อนศาลพิพากษาว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2492 ซึ่งรัฐธรรมนูญไทยต้องเขียนหลักการนี้ไว้ทุกฉบับ ไม่เคยแก้ไขเลย คือ ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหา หรือจำเลยไม่มีความผิดก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดกระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดไม่ได้
“นี่คือหลักการที่คุ้มครองพวกเราทุกคน มีแต่ศาลเท่านั้นที่เป็นผู้พิพากษาว่าประชาชนคนใดเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ ตำรวจคือต้นทางของกระบวนการยุติธรรมในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน ทำได้คือการตั้งข้อหา แต่ระหว่างสู้คดีอยู่ถือว่ายังไม่ผิดจนกว่าศาลจะพิพากษา” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า ในทางปฏิบัติระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติฉบับเก่า ว่าด้วยการพิมพ์ลายนิ้วมือ กำหนดว่าให้นำชื่อและประวัติผู้ต้องหาทุกคนบันทึกลงในทะเบียนประวัติอาชญากร นั่นแปลว่า เราไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ
“รัฐธรรมนูญบอกว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหา หรือจำเลยไม่มีความผิด แต่เรากลับเอาชื่อของเขาลงในทะเบียนประวัติอาชญากร คือ เป็นอาชญากรถึงจะมีชื่อในทะเบียนอาชญากร นั่นคือเราทำให้ประชาชนเป็นอาชญากรตั้งแต่ตอนตั้งข้อหา” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว

“ปัญหาคือ แม้ว่าอัยการจะสั่งไม่ฟ้อง หรือว่าศาลยกฟ้อง ก็หาได้มีการเอาชื่อออกไปโดยอัตโนมัติไม่”
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวต่อว่า เรื่องนี้เมื่อได้มีการปรึกษาหารือและประชุมกับทางสำนักงานของศาลยุติธรรม และทางอัยการก็มีข้อยุติในทางที่ว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นคนไปบันทึกชื่อของผู้ต้องหากับจำเลยลงในระเบียนประวัติอาชญากรเอง ก็ต้องไปตามเรื่องเอง ส่วนการทำฐานข้อมูลเชื่อมถึงกันก็ยังไม่มี
“พูดตรงๆ ทางอัยการกับทางศาลเห็นว่านี่ไม่ใช่ภาระงานของอัยการหรือศาล แล้วก็ไม่มีข้อระเบียบ หรือกฎหมายตรงไหนมาบังคับ หรือสั่งเขาให้ทำ ตรงนั้นก็เป็นหน้าที่ตำรวจไปตาม”
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า กระบวนการนี้ก็ทำให้เกิดภาระของประชาชน คือตอนเข้าต้องเข้าทุกคนทันที แต่ตอนออก ออกเป็นคนๆ ไป เรามีคดีอาญาปีหนึ่งประมาณ 8 แสนคดี กองทะเบียนประวัติอาชญากรทำงานหนักแค่ไหน อย่างมากก็หมื่นกว่าคนในการนำชื่อออก
“ต้องดูว่าเข้าหลักเกณฑ์ไหม คือตอนเข้า เข้าทั้งหมด แต่ตอนออกดูเป็นคนๆ ปีนึงก็ลบ/คัดแยกชื่อออกได้สักแสนกว่าคน เข้ามาใหม่ 8 แสน ซึ่งตัวเลขสูงสุด เราเคยขึ้นไปสูงสุดถึง 17 ล้านแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ คิดเป็นจำนวนคนก็คือ 12 ล้านคน นี่คือสูงสุดในปีที่แล้ว นี่เองจึงเป็นที่มาของการที่จะต้องมีการผลักดันในการแก้ปัญหานี้” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว

