กรณีบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ STARK กลายเป็นประเด็นความเชื่อมั่นในการลงทุน โดยล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เปิดแถลง นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า กรณี บริษัท สตาร์คฯ นั้น เบื้องต้น ก.ล.ต.ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่
สิ่งที่ ก.ล.ต.ดำเนินการ เช่น สั่งให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล ขยายขอบเขตการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) เพิ่มเติม และการแจ้งเตือนผู้ลงทุน พร้อมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดี พร้อมกันนั้น ก.ล.ต.ได้ดูแลผู้ชำระหุ้นกู้และผู้ลงทุน ส่วนการเยียวยาจะร่วมกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณา ทั้งนี้ การบังคับใช้กฎหมาย ถือว่าคืบหน้าไปมาก โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จะดำเนินการตามข้อมูลที่ ก.ล.ต.มอบให้ กรณีนี้มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี
ขณะที่ นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยมีคุณภาพที่ดี สะท้อนได้จากมี บจ. 12 ราย ที่ติดอันดับโลก แต่ต้องยอมรับว่า บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ยังดีไม่หมด จึงต้องมีการตรวจสอบร่วมกันเพิ่มเติมในอนาคต เพราะตลาดทุนไม่ได้อยู่ในความดูแลของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือกันทุกฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายจดทะเบียนซื้อขาย บริหารจัดการ นักวิเคราะห์ ผู้ตรวจสอบบัญชี จึงต้องสร้างความสมดุลในการทำงาน และเอาผิดได้รวดเร็ว
กรณีที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นจุดโหว่ของตลาดหุ้นไทย ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏได้ตกแต่งจนดูดีชวนให้ลงทุน แต่ว่าเนื้อในกลวงโบ๋และส่งผลกระทบต่อนักลงทุนจำนวนมาก หาก ก.ล.ต.และฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่สามารถดำเนินการ จับกุม ลงโทษ ยึดทรัพย์คืนได้โดยเร็ว และไม่สามารถสำแดงจุดโหว่แล้วโชว์วิธีการป้องกันให้เห็นได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน หากเปรียบเทียบการดำเนินการในกรณีใกล้เคียงกัน ระหว่างไทยกับต่างประเทศแล้วพบว่าของไทยปราบปรามล่าช้า และเกิดเหตุขึ้นบ่อย นักลงทุนย่อมไม่เชื่อมั่น แล้วหันไปลงทุนที่อื่น เรื่องนี้จึงต้องเอาใจใส่ แก้ไขปัญหาเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

