ออกจะตลกร้ายนิดหน่อยที่สัญญาณบ่งชี้ว่าน่าจะมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่ประเทศไทยจะได้มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ใช่ผลการเลือกตั้ง เป็นการที่นายกฯ รักษาการ ยอมเก็บข้าวของออกจากห้องทำงานเสียที หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ รับรอง ส.ส. ครบทั้ง 500 คน
เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า นับแต่นี้ไปไม่มีปาฏิหาริย์แปลกประหลาดใดจะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งอันเป็นปัจจัยทางการเมืองที่จะออกมาจากองค์กรอิสระนี้ได้สักเท่าไรแล้ว เพราะแม้ว่า กกต. จะยังมีอำนาจอยู่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง แต่ผู้ที่จะมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด ก็คือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสถาบันตุลาการที่มีมาตรฐานการตรวจสอบที่สูงกว่า
โอกาสซึ่งผู้ที่พรรคการเมืองที่ได้ 36 ที่นั่งในสภาผู้แทนจะได้เป็นนายกฯ นั้น แม้ว่าอาจจะเป็นไปได้อยู่บ้างในทางทฤษฎีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอันฉ้อฉล แต่จากการประเมินตามความเป็นจริงหลายปัจจัยทั้งที่สาธารณชนก็รับรู้และข้อเท็จจริงที่มีเฉพาะฝ่ายพวกเขาเท่านั้นที่รู้ ก็คงออกมาเป็นว่า ยังไงตอนนี้ น่าจะเก็บของกลับบ้านก่อนดีกว่า
แต่บ้านที่กลับ ก็เป็นบ้านพักภายในกรมทหารราบที่ 1 ซึ่งเขาอยู่อาศัย “ตามสิทธิ” ของอดีตผู้บัญชาการทหารบก โดยอ้างว่าเป็นระเบียบแต่เดิมของกองทัพบกที่จะดูแลผู้บังคับบัญชา หากจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ต้องไปแก้กฎกระทรวง ถ้าเป็นกรณีเช่นนั้นตนก็พร้อมออก แต่ขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยของเขาด้วย
ซึ่งว่าไปก็น่าเห็นใจคนที่พยายามอวดอ้างว่าตัวเองเข้ามาเพื่อแก้ปัญหา แก้วิกฤตของประเทศ ไม่มีตัวเองเสียคนหนึ่ง ประเทศไทยจะถึงแก่เป็นอันล่มสลายคนไทยจะฆ่ากันเอง ฯลฯ แต่แล้วเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาก็ปรากฏชัดว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นไม่ต้องการให้เขาอยู่ต่อ ผ่านเสียงที่เลือกพรรคการเมืองที่ประกาศท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ให้เขาได้ไปต่อเป็นอันดับหนึ่งอันดับสอง ที่คิดเอาแบบหยาบสุดๆ ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศมี 52 ล้านคน ผู้เลือกพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยรวมกัน 25 ล้านเสียง เท่ากับเห็นคนไทยวัยเลือกตั้งได้เดินมาสองคน มีคนหนึ่งไม่เลือกให้เขาไปต่อแน่ๆ ส่วนอีกคนไม่แน่ใจ
ถ้าแบบนี้จะนึกกริ่งเกรงความปลอดภัยของตัวเองขึ้นมาก็อาจจะพอเข้าใจได้
แต่คำถามและคำตอบที่น่าสนใจ คือ ที่ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวโดนเช็กบิลย้อนหลังหรือไม่
ซึ่งเรื่องนี้อดีตนายกฯ ตอบตามประสา ด้วยภาษาของเขาว่า “…จะกลัวอะไร … ก็เรื่องของเขา… ก็ไปสู้ตามกฎหมายเอา กฎหมายมันย้อนหลังได้ไหม … ส่วนเขาจะแจ้งความเรื่องการทำรัฐประหาร ก็แจ้งไป มันจบไปตั้งนานแล้ว แล้วมันย้อนหลังได้ไหม…”
เราจะมาช่วยให้คำตอบอดีตนายกฯ ผู้นี้ไปด้วยกัน
หลักการเรื่อง “กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง” นี้เป็นหลักที่เราๆ ท่านๆ ไม่ว่าจะเรียนกฎหมายมาโดยตรงหรือไม่ น่าจะพอเคยคุ้นกันบ้าง เพราะจริงๆ มันเป็นหลักการที่สอดคล้องต่อความยุติธรรมตามธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของหลัก “ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมไม่มีความผิดและไม่มีโทษ” (nullum crimen, nulla poena, sine lege) อันเป็นหลักนิติธรรมข้อสำคัญ เพราะการที่ผู้คนจะหลีกเลี่ยงไม่ทำความผิดตามกฎหมาย กฎหมายที่กำหนดความผิดนั้นก็ต้องกำหนดไว้อยู่แล้วก่อน หรือในขณะกระทำความผิดนั้นด้วย หลักการนี้ถือเป็นหลักความเป็นธรรมตรงกันในหลายวัฒนธรรม แม้แต่ในพระวินัยบัญญัติ ที่จะถือว่าภิกษุจะอาบัติได้ก็ต่อเมื่อล่วงละเมิดพระธรรมวินัยที่บัญญัติไว้ก่อนแล้ว เป็นข้อห้ามสำหรับภิกษุรูปต่อไปหลังจากที่บัญญัติเรื่องอาบัตินั้นไว้ ส่วนภิกษุผู้แรกที่เป็นต้นเหตุจะไม่ถือว่าอาบัติ
ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย เคยมีกรณีสำคัญที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอาญาที่มีเอาผิดและกำหนดโทษย้อนหลังต่อบุคคลนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญจึงใช้บังคับไม่ได้ไว้ครั้งหนึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีความพยายามเอาผิดกับผู้นำประเทศที่มีส่วนในการนำประเทศไทยเข้าสู่สงครามรุกรานร่วมกับกองทัพของฝ่ายอักษะ ได้มีการประกาศ พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ.2488 ขึ้นใช้บังคับ โดยเนื้อหาสำคัญอยู่ในมาตรา 3 ว่า “การกระทำใดๆ อันบุคคลได้กระทำไม่ว่าในฐานะเป็นตัวการ หรือผู้สมรู้ต้องตามที่บัญญัติไว้ต่อไปนี้ ฯลฯ ให้ถือว่าเป็นอาชญากรสงคราม และผู้กระทำเป็นอาชญากรสงคราม ทั้งนี้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะได้กระทำก่อนหรือหลังวันใช้พระราชบัญญัตินี้…” โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยคดีอาชญากรสงคราม และให้คำพิพากษาของศาลฎีกาถือเป็นที่สุด ซึ่งตามมาด้วยการฟ้องร้องบุคคลในคณะรัฐบาลช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นำโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม
ต่อศาลฎีกาที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นที่พิจารณาคดีศาลอาชญากรสงครามได้พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่า การกระทำที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้เป็นการกระทำก่อนวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2488 อันเป็นวันใช้พระราชบัญญัตินี้ทั้งสิ้น กฎหมายอาชญากรสงครามดังกล่าวบัญญัติลงโทษการกระทำก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นโมฆะ
ซึ่งหลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องนี้กันมาบ้างแล้ว ว่านี่คือที่มาและกำเนิดของการมีระบบ “ตุลาการรัฐธรรมนูญ” ที่พัฒนามาเป็น “ศาลรัฐธรรมนูญ” ในประเทศไทย และบางท่านอาจจะพอทราบถึงสมมุติฐานว่า การตราพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามในลักษณะที่เปิดช่องว่างแบบยิงเข้าไปจุดเดียวระเบิดกระจายหมดเหมือนเดธสตาร์นี้ อาจจะเป็นการออกแบบช่องทางการช่วยเหลือมิให้นำผู้เกี่ยวข้องกับการนำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่สอง (ซึ่งยังถกเถียงกันได้ว่าสมรู้หรือจำใจกับฝ่ายญี่ปุ่น) ต้องถูกนำตัวไปชำระความในศาลอาชญากรสงครามระดับสากลที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจัดตั้งขึ้น
แต่คดีเอาผิดอาชญากรสงครามนี้ออกจะแตกต่างจากกรณีของการ “เช็กบิล” คณะรัฐประหารอยู่มาก
ประการที่หนึ่ง ต้องย้อนกลับไปที่หลักการของการห้ามมิให้กฎหมายอาญามีผลย้อนหลัง คือหลักที่ว่า บุคคลนั้นควรจะได้รู้ก่อนว่า การใดเป็นเรื่องที่กฎหมายห้ามไว้ และหากฝ่าฝืนกระทำเรื่องที่กฎหมายได้ห้ามไว้นั้นจะมีโทษอย่างไร เพื่อจะได้ไม่กระทำการนั้น หรือตัดสินใจกระทำการนั้นโดยยอมรับโทษทัณฑ์ ดังนั้น การที่จะกำหนดกฎหมายอาญาให้มีโทษย้อนหลังไปลงโทษในสิ่งที่ขณะกระทำการ เรื่องนั้นยังไม่ถือเป็นความผิด ก็เป็นเรื่องไม่ยุติธรรม ดังเหตุผลที่ศาลฎีกาในคดีอาชญากรสงครามข้างต้นได้ให้ไว้ว่า “บทบัญญัติแห่งมาตรา 14 (ของรัฐธรรมนูญ 2475) นี้เป็นหลักประกันซึ่งรัฐธรรมนูญได้ให้ไว้แก่ประชาชน หากจะแปลว่า รวมถึงกฎหมายอันจะมีมาในภายภาคหน้าแล้ว บุคคลผู้กระทำ ผู้พูด ผู้เขียน ฯลฯ จะรู้ได้อย่างไรว่าการกระทำของตนนั้นจะกระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายหรือไม่…”
กรณีของกฎหมายอาชญากรสงครามนี้ก็เช่นกัน เนื่องจากในขณะที่กระทำการอันกฎหมายบัญญัติว่าเป็นอาชญากรสงครามนั้น เรื่องนั้นยังไม่เป็นความผิด เมื่อทำไปแล้วกลับกลายมาเป็นความผิดย้อนหลังเพราะต้องการเอาโทษกับผู้ที่มีส่วนนำพาประเทศเข้าสู่สงครามจึงอาจไม่เป็นธรรมนัก
แต่สำหรับการใช้กองกำลังออกมาทำรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญนั้น มีกฎหมายอาญาเอาผิดไว้ก่อนแล้วตั้งแต่แรก บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 กำหนดว่า “ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ (1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจ
ดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ (3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร” ให้ “ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต”
นั่นคือ ผู้ที่บังอาจใช้กำลังประเทศร้ายเพื่อล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนั้น รู้อยู่ก่อนแล้วว่า การกระทำของตนเองนั้น คือการกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ และมีโทษถึงประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต มาตั้งแต่วันที่ตัดสินใจกระทำการนั้น
เพียงแต่เขาเชื่อว่า หากเขาทำการสำเร็จแล้ว (ซึ่งเรื่องที่แย่ คือส่วนใหญ่เขาจะทำสำเร็จจริงๆ เสียด้วย) เขาจะได้ใช้อำนาจระดับรัฏฐาธิปัตย์ที่มีอยู่ชั่วคราวเมื่อทำรัฐประหารสำเร็จนั้นนิรโทษกรรมตัวเอง และบัญญัติส่งต่อบทนิรโทษกรรมตนเองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มาที่เขาร่างขึ้น
ดังนั้น หากจะมีกระบวนการทางกฎหมายใดที่จะ “เอาผิด” แก่การกระทำรัฐประหาร มันจึงไม่ใช่การไปใช้กระบวนการทางกฎหมายย้อนหลังเพื่อกำหนดโทษหรือเอาผิด แต่มันคือการกลับไปบังคับใช้กฎหมายอาญาที่มีอยู่แล้วโดยปกติ เพื่อเอาผิดในสิ่งที่เป็นความผิดอันสำเร็จอยู่แล้วแต่มิได้ถูกชำระความหรือลงโทษ เพราะถูกกลไกแห่งอำนาจรัฐประหารบิดเบือนป้องกันตัวไว้เท่านั้นเอง
อย่าไปหลงติดกับตรรกะลวงว่า รัฐประหารผ่านไปแล้ว เอาผิดย้อนหลังไม่ได้ในทางกฎหมาย หรือหารเอาผิดกับคณะรัฐประหาร คือ การใช้กฎหมายย้อนหลังเช็กบิล กระบวนการนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ เพียงแต่เป็นเรื่องที่เราไม่เคยทำกันมาก่อนเท่านั้นเอง
ซึ่งน่าเศร้าว่าเพราะเป็นเรื่องที่เราไม่เคยทำ จนทำให้ผู้ทำรัฐประหารย่ามใจเสียจนกล้ายกมือแสดงตัวว่า เป็นคนเดียวที่จะขอรับผิดชอบทั้งหมดที่เป็นทั้งต้นคิดและลงมือกระทำการแต่เพียงผู้เดียวกลางรัฐสภา
ส่วนวิธีทางกฎหมายในรายละเอียดนั้น แม้จะไม่ง่าย แต่ก็ถือว่ากระทำได้โดยชอบในทางทฤษฎีทางรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่วิธีการในรายละเอียดขอละไว้เพื่อมิให้เป็นการชี้โพรงให้สัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่ได้น่ารักอย่างกระรอกแน่
สุดท้ายนี้ ขอทิ้งไว้อีกเรื่องว่า หลัก “กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง” นั้น โดยบรรทัดฐานของศาลไทยในปัจจุบันยังถือว่า “เฉพาะที่เป็นกฎหมายที่กำหนดโทษอาญา” เท่านั้นที่ห้ามมีผลย้อนหลัง
แต่ถ้าเป็นมาตรการบังคับทางกฎหมายอื่นๆ เช่น การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ (คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ 3-5/2550) หลักเกณฑ์การไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 15/2551) มาตรการพิเศษที่รัฐสามารถดำเนินการแก่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2552) มาตรการบังคับต่างๆ ข้างต้นนี้ไม่ใช่โทษอาญา จึงสามารถบัญญัติกฎหมายให้ใช้บังคับย้อนหลัง ซึ่งอาจเป็นโทษหรือไม่เป็นคุณต่อสิทธิประโยชน์ของบุคคลได้
นอกจากนี้ ตามกฎหมายปกครองของไทยก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการยกเลิก หรือแก้ไขกฎที่เป็นการให้ประโยชน์แก่บุคคล ว่าจะให้มีผลย้อนหลังได้หรือไม่อย่างไร หรือมีหลักมีข้อต้องพิจารณาประการใดบ้าง แตกต่างจากกรณีของการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่เป็นการให้ประโยชน์ หรือหากจะพูดให้ถูกต้องจริงๆ คือ ยังไม่มีกฎหมายกลางว่าด้วยการออก หรือแก้ไขกฎในกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองของไทยในปัจจุบันนี้ (มิถุนายน 2023) อีกด้วย
ดังนั้น อาจจะต้องฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมท่านใหม่ว่า ถ้าการเช็กบิลผู้กระทำรัฐประหารอาจจะยาก และมีขั้นตอนพอสมควร แต่ถ้าจะเริ่มที่การเช็กบิลเก็บค่าเช่าย้อนหลังพวกอยู่บ้านหลวงฟรีโดยไม่มีความชอบธรรมอยู่เป็นเวลานานนั้น น่าจะง่ายกว่าในทางกฎหมาย
กล้า สมุทวณิช

