บรรยากาศการเมืองระหว่างนี้ จุดโฟกัสอยู่ที่ข้อยุติตำแหน่งประธานสภา ในการเจรจาของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย คาดว่าจะบวกหรือลบคงมีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้
จากนั้นสถานีต่อไปภายหลัง 500 ส.ส.ทยอยเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้น
ตามไทม์ไลน์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ
3 กรกฎาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภา
13 กรกฎาคม ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เลือกประธานและรองประธานสภาอีก 2 คน
ปลายกรกฎาคม ประชุมรัฐสภาเลือกนายกรัฐนตรี
ปลายกรกฎาคม–สิงหาคม จัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่
ในกระบวนการเลือกประธานและรองประธานสภา หาก 8 พรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่อย่างที่ยืนยันทุกครั้ง
จำนวน ส.ส. 312 เสียงที่อยู่ในมือ คงไม่มีปัญหาการโหวตทั้งสามเก้าอี้
แต่สำหรับประชุมรัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ตอนนี้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นมือวางอันดับหนึ่ง ต้องใช้เสียงของทั้งสองสภารวมกันอย่างน้อย 376 เสียง จากทั้งหมด 750 เสียง
8 พรรคร่วมรัฐบาลจำเป็นต้องมีเสียงเข้ามาเติมอย่างน้อย 64 เสียง ผลักดันพิธาขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ
ในกรณีตัดเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลเดิมออกไปก่อน (ถือเป็นคนละขั้ว) ก็ต้องอาศัยมือของ ส.ว.ในการนี้ ก็พูดได้ว่าเป็นเรื่องยากถึงยากมากที่จะลงคะแนนให้ เมื่อฟังสุ้มเสียงพาเหรด “ไม่เอาพิธา” ก่อนหน้านี้
จึงเหลือทางเลือกไปอาศัยเสียงของกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ลำพังพรรคพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ คงต้องตัดออกไปจากเงื่อนไข “ไม่เอาเผด็จการ”
ที่เหลืออยู่ หากต้องการเสียงเป็นเนื้อเป็นหนังพอส่งพิธา น่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ที่มี ส.ส. 25 คน และภูมิใจ 71 คน
แม้ขณะนี้สองพรรคยังคงสงวนท่าที
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกตัวว่า การโหวตนายกฯให้เป็นเรื่องมติพรรค และขณะนี้ 8 พรรคร่วมจับมือกันเหนียวแน่น ประกาศพร้อมจัดตั้งรัฐบาล มีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้ก็เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากแล้ว
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีความชัดเจนยิ่งกว่า เมื่อถูกถามการไปเติมเสียงให้กับ 8 พรรคร่วมว่า จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะหลังจากการเลือกตั้งผู้สื่อข่าวก็ไปถามหัวหน้าพรรคก้าวไกล ก็ได้รับคำตอบบอกว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้พรรคภูมิใจไทย ขณะนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่เมื่อทวนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปไม่นานมานี้ ทั้งสองพรรคระหว่างร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีจุดยืนชัดเจนในหลักการประชาธิปไตย ผู้โหวตเลือกนายกฯต้องเป็น ส.ส. มีความยึดโยงกับประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง ไม่ใช่ ส.ว.จากการแต่งตั้ง ที่มีเป้าหมายเฉพาะกิจในการเป็น “นั่งร้าน”
หรือที่เรียกกันว่า “ปิดสวิตช์ ส.ว.”
ทั้งสองพรรคอาจขัดข้องหมองใจกับการแตะต้องมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลแกนนำ 8 พรรคร่วม นั่นก็เป็นเพียงวาระต้องนำไปพูดกันในสภา ที่ค่อนข้างยาวไกล
อีกทั้งโอกาสปรับแก้แทบมีความเป็นไปได้ในระดับศูนย์ด้วยซ้ำ
น่าจะเป็นจังหวะแสดงจุดยืนหลักการประชาธิปไตยของทั้งสามพรรค ส.ส.ต้องเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีควรมาพรรคได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง
เว้นแต่จะ WAIT & SEE รอจังหวะการเมืองพลิกขั้ว
สัญญา รัตนสร้อย

