เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ The Politics ข่าวบ้านการเมือง ทางมติชนทีวี ถึงกรณีชิงตำแหน่งประธานสภาระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล
ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวว่า ถ้าย้อนเวลาได้ ตนจะงดออกเสียง รู้สึกเสียดายคะแนนที่ให้ไปกับพรรคการเมือง เข้าใจว่าเกมสูตรนี้เป็นความเก๋าเกมของพรรคเพื่อไทยที่ตัวเลขมันใกล้ชิดกันขนาดนี้ แม้หลายคนจะบอกว่าฟุตบอลบุก 90 นาที บุกภาคสนามข้างเดียว แต่โดนยิงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย แล้วไปบอกสังคมว่า เล่นเก่งกว่า ฝีมือเหนือกว่า ค่าตัวแพงกว่า มีประสบการณ์มากกว่า แต่คนทั่วไปบอกว่าผลการแข่งขันมันไม่ใช่ แพ้ก็คือแพ้
“ฟุตบอลกับการเมืองอาจจะไม่เหมือนกัน แต่เราเห็นความเชี่ยวกราก มีประสบการณ์ของพรรคเพื่อไทย แม้วันนี้ยังไม่เปิดเผยรายชื่อที่จะเป็นแคนดิเดต หรือกระทั่ง ณ ขณะนี้ เพื่อไทยแจ้งจำนงว่า มีความประสงค์ต้องการตำแหน่งประธานรัฐสภาไปยังพรรคก้าวไกล
“และพรรคก้าวไกลได้เปิดตัว คุณหมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา อายุ 36 ปี เดี๋ยวเพื่อไทยยืนยัน เราจะเห็นเณรกับพระเจ้าอาวาสที่แก่พรรษามาเปรียบเทียบคุณสมบัติ เป็นการต่อสู้กับกระแสสังคมในเรื่องของเงื่อนไขและคุณสมบัติ” ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว
ผศ.ดร.วันวิชิตอธิบายต่อว่า ค่าใช้จ่ายทางการเมืองมันมีแน่นอน พรรคเพื่อไทยทำเช่นนี้ บิดข้อความหรือบิดความรู้สึกของผู้คนไปไม่น้อย ตนคิดว่ามีผลต่อความเชื่อมั่นพอสมควร ท่านหนีไม่พ้นแน่ๆ เรื่องค่าใช้จ่ายทางการเมืองในอนาคต นี่คือยุคของโลก Digital Footprint ใครพูดอะไรไว้มันจะเปิดเผยตัวตนบนโลกออนไลน์
“ถ้าเล่นการเมืองแค่สมัยนี้สมัยเดียว ทำเต็มที่ไม่มีปัญหา แต่บางคนที่คิดจะไปต่อหรือจะมีน้องๆ ที่เติบโตมาข้างหลัง เหนื่อย เหนื่อยแน่ๆ แต่หลายคนเชื่อมั่นว่า ถ้าทำบทบาทได้ดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารก็แล้วไป”
ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวว่า เห็นเค้าลางถึงความไม่ปกติ ที่คุณสุชาติ ตันเจริญ ไปรายงานตัวแล้วหลบนักข่าว หลายคนก็เอะใจว่าแปลก มีแต่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ที่ท่านตอบปฏิเสธว่าเสนอชื่อมาก็ไม่เอา แต่พอเป็นคุณสุชาติ มันสอดคล้อง หลายคนคิดไปถึงฉากทัศน์ หรือ scenario ไกลๆ
“ย้อนกลับไปที่คุณธรรมนัส พรหมเผ่า ตอบว่าคิดอย่างไรกับคุณสุชาติ เขาบอกเหมาะสม คนในพลังประชารัฐหลายคนบอกเหมาะสม ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมคุณสุชาติ หลังย้ายออกจากพลังประชารัฐไปเป็นอย่างไรวิพากษ์วิจารณ์พลังประชารัฐ วิจารณ์คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา แบบเทสาดเทเสีย ว่าไม่สามารถทำอะไรเป็นผลงานรูปธรรม ตอบโจทย์ในสิ่งที่หาเสียงได้
แต่อยู่ดีๆ คนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์พลังประชารัฐ แล้วสมาชิกพลังประชารัฐดันมาบอกว่าคุณสุชาติมีความเหมาะสม ไม่อายประชาชนที่เลือกมา ก็อายตัวเองบ้างเถอะ แต่ผมว่าเขาไม่อายหรอก พูดไปก็เท่านั้น เสียงของเราเป็นเสียงปลาซิวปลาสร้อย” ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว
ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวว่า ถ้ามองฉากทัศน์ไปถึงขั้นเลวร้าย หรือ worst scenario สมมุติว่าก้าวไกลยังยืนยันว่าจะเอา แล้วใครสักคนในพรรคเพื่อไทย หรือใครสักคนบอกว่าเราไปฟรีโหวตกัน บอกได้เลยว่ามันเป็นเกมบีบบังคับให้ก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน ไม่ต้องไปหวังเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่มีวันนั้นแล้ว
“ผมว่าไม่เป็นเกมเสี้ยม แต่เป็นเกมที่มันอ่านภาพอยู่แล้วว่าถ้าฟรีโหวต สิ่งที่ตกลงกัน MOU 8 พรรค มันอาจจะไม่ได้ไปต่อ ยกเว้นว่าก้าวไกลออกตัวถอยให้ ซึ่งหลายคนก็คาดหวังว่าเพื่อไทย-ก้าวไกลจะจับมือไปด้วยกัน ถ้าก้าวไกลถอย ให้ประธานรัฐสภาแก่พรรคเพื่อไทย แล้วตำแหน่งรองทั้ง 2 ได้ก้าวไกลไป ก็ฟังดูโอเค ทีนี้ก็ดูท่าทีต่อไปในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี” ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว
ผศ.ดร.วันวิชิตแจงเพิ่มว่า เรื่องกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีก็มีอีก 2 ขยัก ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งไปยังอัยการสูงสุด การพิจารณาอะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นข้อมูลใหม่ที่วุฒิสมาชิกชอบเอามาอ้าง หุ้นไอทีวีก็แล้ว คราวนี้เป็นเรื่องการแก้ไขมาตรา 112
“ตอนแรกเรื่องหุ้นไอทีวีเหมือนการเตะฟรีคิกนอกเขตโทษ จะข้ามกำแพง ติดกำแพง หรืออาจจะเข้าประตูเราก็ไม่รู้ แต่การยื่นเรื่องแก้ไขมาตรา 112 มันเหมือนการเอาลูกฟุตบอลมาวางที่จุดโทษ แล้วล็อกแขนล็อกขาผู้รักษาประตูซึ่งก็คือพรรคก้าวไกล ถ้ามันมาทรงนี้ โอกาสที่จะเหนื่อยแล้วเพลี่ยงพล้ำสูงมาก” ผศ.ดร.วันวิชิต ยกตัวอย่าง
ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวอีกว่า ขยักที่ 2 สมมุติว่าก้าวไกลจะพยายามลองดู เอาชื่อคุณพิธาไปโหวต แต่เสียงมีแนวโน้มสูงที่จะไปไม่ถึง เพราะได้เห็นบทสัมภาษณ์ของวุฒิสมาชิกตามสื่อ บอกว่าเสียงประชาชนไม่รู้หรอก แต่เสียงข้างมากคือในสภา ตนนี่ก็โง่ตั้งนาน ต้องเชื่อเขาแหละ ว่าเสียงข้างมากคือเสียงในสภา อาจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเราเลือกตั้งไปทำไม
“เราเลือกตั้งเพื่อแสดงถึงฉันทามติถึงความต้องการความเปลี่ยนแปลงจากขั้วเดิมไปสู่ขั้วใหม่ ให้มันมีการเปลี่ยนผ่านอย่างเหมาะสม แต่เผอิญมีนักสร้างวาทกรรม มีผู้ที่ใช้อำนาจจากรัฐธรรมนูญก็คือวุฒิสมาชิกบอกว่าเสียงข้างมากคือเสียงในสภา มันทำให้ผมตาสว่าง ใช่ เขาไม่ได้แคร์อินังขังขอบอะไร
ซึ่งในทางตรงข้าม ถ้าเป็นพรรคขั้วเดิม เหลือ 251 วาทกรรมจะเป็นอีกแบบ บ้านเมืองไม่ควรจะปล่อยให้ทิ้งเวลาเยอะเพียงแค่สักวินาทีเดียว เราต้องสนับสนุน เราต้องให้รัฐบาลเดินหน้าทำงานต่อ เชื่อผมสิ ผมดัดจริตแทนความคิดคนเหล่านั้นให้ ว่ามันจะต้องมาอีหรอบแบบนี้ พูดไปก็เศร้าใจ อัดอั้น” ผศ.ดร.วันวิชิตทิ้งท้าย

