หน้าแรก การเมือง ยอดพล แนะ ก.ก...

ยอดพล แนะ ก.ก.-พท. ‘คุยกันให้ขาด’ อย่าให้ใครสตาร์ตรถ-วนลูป เชื่อถ้าจับมือแน่น ส.ว.โหวตให้ชัวร์

29.06.23 | 18:39 น.

‘ยอดพล’ เชื่อ ถ้า 8 พรรคจับมือแน่น ส.ว.โหวตให้ชัวร์ แนะเพื่อไทย-ก้าวไกลคุยให้ขาด เพื่อประเทศหลุดพ้นหล่ม อย่าให้ใครสตาร์ตรถ-วนลูป

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา ผศ.ดร.ยอดพล เทพสิทธา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “ข่าวเด่น ประเด็นฮอต” ทางมติชนทีวี ถึงกรณีชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างพรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล เมื่อการเมืองไทยเดินทางมาถึงจุดที่ไม่มีความไว้ใจกันเองอีกต่อไป

โดยเมื่อพิธีกรถามว่า 8 พรรค ที่รวมได้ 312 เสียง จะมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่?

ผศ.ดร.ยอดพลกล่าวว่า ตัดปัจจัยสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทิ้งไปก่อน มองแค่สภาล่างที่มี 500 คน ตอนนี้รวมเสียงได้กว่า 300 เสียง ถ้ามองในระบอบปกติถือว่าค่อนข้างมีเสถียรภาพมาก โหวตอะไรก็ผ่าน คราวนี้มี ส.ว.มา ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถจูงใจ ส.ว.มาโหวตได้หรือไม่ ถ้า ส.ว.ยังมองเห็นว่า 8 พรรคการเมืองยังจับมือกันแน่น เชื่อว่า ส.ว.ก็คงต้องยอมที่จะโหวตให้

“ถ้าโหวตอีกขั้วให้รัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่มีประโยชน์ เสียงบประมาณแผ่นดินเปล่าๆ หรืออาจมีอีก scenario ใหม่ที่เกิดขึ้น คือ ส.ว.ไปโหวตแคนดิเดตของพรรคร่วมรัฐบาล ปรากฏว่าพรรคฝ่ายค้าน (รัฐบาลเดิม) เอาด้วย แต่สุดท้ายเชื่อว่า 8 พรรคการเมืองยังจับมือกันแน่นอยู่” ผศ.ดร.ยอดพลกล่าว

Advertisement

มีการปรับสูตรใหม่ ก้าวไกล 15+1 เพื่อไทย 13+1 ถือว่าเป็นทางออกได้หรือไม่?

ผศ.ดร.ยอดพลมองว่า ถ้าคุยถึงสูตรได้ มีทางออกเสมอสำหรับพรรคร่วม แต่ติดตรงที่ว่าจะคุยกันรู้เรื่องหรือไม่

อยากฝากอะไรให้พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ณ นาทีนี้?

ผศ.ดร.ยอดพลกล่าวว่า ประเทศไทยติดหล่มมาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปี 2566 จะเห็นว่ามีการใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงการเมืองบ่อยครั้ง ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ปี 2566 สะท้อนเจตจำนงของประชาชนออกมาแล้ว รวมกัน 8 พรรค ทั้งหมด 26-27 ล้านเสียง พรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยควรจับมือกันให้แน่น

“เรื่องบางเรื่อง ถอยได้ถอย ถอยไม่ได้คุยกันให้ขาด เพราะเราจะติดหล่มต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เราเห็นแล้วว่าพรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์การบริหารประเทศ ไม่ว่าจะยุคนายทักษิณ ชินวัตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือนายสมัคร สุนทรเวช จะเห็นว่ามีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในส่วนของพรรคก้าวไกลมาในแนวคิด ‘ปฏิรูปโครงสร้างทางสังคม’ ซึ่ง 2 อันนี้เป็นแนวคิดที่สามารถอยู่ด้วยกันได้ ดังนั้น อยากให้มองไปข้างหน้า อย่าให้เกิดเหตุการณ์ใครก็ไม่รู้สตาร์ตรถ แล้วตกลงกันไม่ได้ กลับมาวนลูปเดิม คนไทยทนไม่ได้ คนรุ่นผมอาจทนได้เพราะเคยชิน ถามว่าคนรุ่นใหม่ เยาวชนจะรับได้ไหมกับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีสภาพแย่งชิงกัน แล้วเป็นฝั่งที่ออกตัวเป็นประชาธิปไตยด้วย มันเลยกลายเป็นจุดขายของ 2 พรรค ว่าใครจะเป็นประชาธิปไตยกว่ากัน ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ คุณมาด้วยวิถีทางที่ถูกต้องทั้งคู่ มันต้องไปด้วยกัน” ผศ.ดร.ยอดพลกล่าว