เดินหน้าชน : ระวังบานปลาย

30.06.23 | 12:27 น.

เดินหน้าชน : ระวังบานปลาย

ในที่สุดฝ่ายความมั่นคงก็เดินหน้า แจ้งความเอาผิดทางกฎหมายกับขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ พรรคการเมือง และนักการเมือง ภาคประชาสังคม ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเสวนาเรื่อง การกำหนดอนาคตตนเอง ในสันติภาพปาตานี และจัดให้มีการจำลองการลงประชามติในการแบ่งแยกดินแดน

โดยฝ่ายความมั่นคงมองว่า เป็นการให้ผู้เข้าร่วมเสวนาลงประชามติ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแบ่งแยกดินแดน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 ที่ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

จึงแจ้งข้อหาร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อันเข้าลักษณะที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และความมั่นคงของสังคม ให้ได้รับโทษทางกฎหมายจนถึงที่สุด

ผู้ถูกแจ้งความในความผิดครั้งนี้กว่า 10 คน เป็นทั้งนักศึกษาที่อยู่ในขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ และอดีตรองหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง รวมทั้งผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ผู้นำภาคประชาสังคมอีกจำนวนหนึ่ง

Advertisement

เข้าใจได้ว่าฝ่ายความมั่นคงทำตามหน้าที่ แต่ทำให้หลายฝ่ายกังวลใจว่าเหตุการณ์ละเอียดอ่อนเช่นนี้ จะลุกลามบานปลายออกไปหรือไม่ หากมีผู้ไม่หวังดีนำประเด็นนี้ไปปลุกระดมทำให้เกิดความรุนแรงในพื้นที่เกิดผลกระทบกับทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ

มีข้อเสนอแนะจาก ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี นักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้มองได้ 2 ประเด็นคือ 1.ด้านหลักวิชาการ ประเด็นหลักที่พูดในงานเสวนาเป็นหลักการกำหนดชะตาตนเอง เป็นหลักพื้นฐาน
กฎหมายระหว่างประเทศและเป็นสิทธิประชาชน สามารถแสดงออกทางสิทธิของตนเอง

2.การทำประชามติ เป็นสิ่งนอกเหนือเนื้องานหรือสาระสำคัญ คือแสดงความคิดเห็นเรื่องทำประชามติ ไม่ใช่เสนอทำประชามติ ต้องแยกกัน เป็นการแสดงออกในกรอบของวิชาการ ไม่ได้เรียกร้องเรื่องแบ่งแยกดินแดน และอยู่ในห้องการจัดสัมมนาเท่านั้น ไม่ได้ขยายไปข้างนอก

ทั้งสองประเด็นถึงมีคาบเกี่ยวด้านความอ่อนไหวทางกฎหมายอยู่ แต่ควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่ว่านักศึกษาต้องการท้าทาย หรือแบ่งแยกดินแดน ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น ฝ่ายความมั่นคงต้องรอบคอบ ละเอียดอ่อน ไม่เช่นนั้นจะกระทบกับกระบวนการพูดคุยสันติสุข ควรหาทางออกอย่างสันติสุขต่อไป

ด้าน อ.แวรอมลี แวบูละ ประธานภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ให้ความเห็นทำนองเดียวกันว่า รัฐควรเข้าไปหาข้อเท็จจริง อย่าสร้างความหวาดระแวงให้ขยายไปกับคนกลุ่มอื่นๆ อีก เพราะจะแก้ไขได้ยาก

การสร้างความเชื่อมั่นต่อกันเป็นสิ่งที่ควรทำ เมื่อกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทาง สมช. ฝ่ายการเมือง ฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรเข้าไปหาต้นตอ สร้างความเข้าใจ ไม่ควรปล่อยให้ฝ่ายความมั่นคง มองและคิดในแง่ของกรอบความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ถ้าทำแบบนั้น จะเกิดความหวาดระแวงขึ้นไปอีก

“เราต้องเข้าใจว่าเด็ก เยาวชนคนรุ่นใหม่เขามีพลังความคิด ใหม่ และกำลังแรง และต้องการแสดงออกของเขา เพราะฉะนั้น สมช.ควรเปิดพื้นที่ เปิดเวทีให้เขาได้พูดคุย ได้แสดงออก เพราะเขาต้องการสังคมที่ดี ไม่อยากให้มองลบ อยากให้มองบวกเอาไว้ก่อน แล้วที่เขาไม่เข้าใจต้องเข้าไปแก้ไข อย่ารีบใช้มาตรการกฎหมายแข็งๆ หรือมองเขาผิดก่อน มันจะกลายเป็นปัญหา แม้ในกรอบของกฎหมายที่จริงเขาออกหลุดๆ ไปนอกกรอบบ้าง แต่ลึกๆ แล้วเขาเจตนาดี การแก้ปัญหาคือควรเข้าไปพูดคุยกับเขา ต้องเข้าใจ น.ศ.ปี 2 ปี 3 เขายังอยู่ในวัยต้อง
เรียนรู้ กำลังแรง อย่าพึ่งไปตีตราเขาว่าเป็นโจร เพราะบางครั้งเขาอาจจะผิดที่ข้อมูลที่เขารับมาก็ได้ ผู้ใหญ่หรือ สมช. ควรเข้าไปสร้างความเข้าใจกันก่อน” อ.แวรอมลีระบุ

ยังมีความเห็นจากนักวิชาการอีกหลายคน แสดงความเป็นห่วงว่าจะยิ่งทำให้สถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้เลวร้ายไปกว่าเก่า

จึงคาดหวังว่าผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ นอกจากปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ควรใช้หลักรัฐศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้ลุกลามบานปลาย

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีเมตตา เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันในสังคมนี้ได้อย่างสันติสุขตามเป้าหมายของทุกฝ่าย