วิเคราะห์ : พท.ปิดดีลปธ.สภาก.ก. ‘พิธา’ลุ้นฝ่าด่านหินส.ว. 376 เสียงชี้เก้าอี้นายกฯ

2.07.23 | 09:20 น.

วิเคราะห์ : พท.ปิดดีลปธ.สภาก.ก. ‘พิธา’ลุ้นฝ่าด่านหินส.ว. 376 เสียงชี้เก้าอี้นายกฯ

ภายหลังรัฐพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ออกหนังสือเชิญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 วันที่ 4 กรกฎาคม เวลา 09.30 น. มีวาระสำคัญ คือการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานรัฐสภาตามตำแหน่ง และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 2 คน คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าวประมาณ 6 ชั่วโมง ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ข้อ 6 ระบุไว้ว่า ผู้ที่ถูกเสนอชื่อชิงประธานสภา ต้องมีเสียงรับรองของ ส.ส.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 20 คน หากมีการเสนอเพียงชื่อเดียว บุคคลดังกล่าวจะได้รับเลือกเป็นประธาน หากมีการเสนอมากกว่าหนึ่งชื่อ สมาชิกจะต้องลงคะแนนลับ โดยใช้เสียงข้างมากชี้ขาดบุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นประธานสภา ขณะที่การเลือกรองประธานสภา ทั้งสองตำแหน่งมีขั้นตอนการดำเนินการเช่นเดียวกับการเลือกประธานสภา

แม้สถานการณ์การช่วงชิงเก้าอี้ประธานสภาระหว่าง 2 พรรคแกนนำ อย่าง พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กับพรรคเพื่อไทย (พท.) จะดูคลี่คลาย เมื่อมีรายงานข่าวจากพรรค พท.ล่าสุดว่า พรรค พท.ยอมถอย ด้วยการให้พรรค ก.ก.ดำรงตำแหน่งประธานสภา ตามหลักการของพรรคที่ได้เสียง ส.ส.สูงสุด ส่วนพรรค พท.จะขอตำแหน่งรองประธานสภาทั้ง 2 คน โดยมีชื่อของ “ปดิพัทธ์ สันติภาดา”
ส.ส.พิษณุโลก เป็นแคนดิเดตประธานสภา เพียงหนึ่งเดียวของพรรค ก.ก.

พร้อมกับมีสูตรทางการเมืองใหม่ของพรรคอันดับสอง อย่างพรรค พท.ขึ้นมาว่า หาก “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรค ก.ก.และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รับเสียงโหวตเลือกนายกฯจากที่ประชุมรัฐสภาได้ถึง 376 เสียง ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 กำหนด พรรค พท.จะขอสิทธิเป็นการแกนนำตั้งรัฐบาล ด้วยการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรค พท.ให้มีประชุมรัฐสภาโหวตเลือก โดยที่พรรค ก.ก.ยังต้องสนับสนุนพรรค พท.จัดตั้งรัฐบาล

สถานการณ์ทางการเมืองที่ดูเหมือน 2 พรรคแกนนำของ 8 พรรคร่วม จะร่วมกันจับมือเพื่อเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล 312 เสียง ตามฉันทามติของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงผ่านการเลือกตั้ง ที่หวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วยการบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่ เหมือนกับที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรค พท. ระบุว่า พรรค พท.กับพรรค ก.ก.จะจับมือมัดกันแน่นด้วยเสียงของประชาชน 25 ล้านเสียง ที่เราไม่มีสิทธิปฏิเสธเป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นเสียงขอประชาชน 25 ล้านคนสำคัญที่สุด

Advertisement

การจะเล่นเกมการเมืองที่ไม่ยึดโยงกับหลักการประชาธิปไตยและการทำงานร่วมกันภายใต้กลไกรัฐสภาที่ต้องเคารพมติเสียงข้างมาก แต่ไม่ละเลยเสียงข้างน้อย อาจจะได้ไม่คุ้มเสียกับคะแนนนิยมที่จะมีต่อพรรคในระยะยาว โดยเฉพาะต่อผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งหน้า เนื่องจากทุกความเคลื่อนไหวในทางการเมืองจะอยู่ในสายตาของประชาชนว่า ใคร หรือพรรคไหน ยึดหลักการประชาธิปไตย หรือเล่นนอกเกม ไม่เคารพกติกาตามหลักสากล

ขณะที่ 8 พรรคการเมืองที่เรียกว่าฝ่ายประชาธิปไตย ยังจับมือแน่นกันที่ 312 เสียง ยังต้องกลับมาเผชิญกับความเป็นจริง คือ ต้องลุ้นที่ประชุมรัฐสภาโหวตให้ได้เสียงสนับสนุน 376 เสียง ในการดำรงตำแหน่งนายกฯคนที่ 30 แต่ด้วยเงื่อนไข ที่แกนนำพรรค ก.ก.ประกาศจุดยืนออกมาเป็นข้อผูกมัดตัวเองด้วยการไม่ขอเสียงสนับสนุนจากขั้วการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน

ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ คือ ต้องได้เสียงจาก ส.ว.ด้วยตัวเลขกลมๆ ไม่น้อยกว่า 64 เสียง มาร่วมโหวตเลือก “พิธา” ให้ถึงฝันนั่งเก้าอี้นายกฯ

แต่จากท่าทีและสัญญาณของ ส.ว.ต่อการโหวตเลือก “พิธา” เป็นนายกฯล่าสุด สัญญาณที่จะได้เสียงจากสภาสูงถึง 64 เสียงเป็นอย่างต่ำนั้น ต้องถือว่ายังอยู่ในแดนลบ ตามคำยืนยันของ “เสรี สุวรรณภานนท์” และ
“กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ” ที่ออกมาระบุว่า ถึงขณะนี้ยังมีเสียง ส.ว.สนับสนุน “พิธา” ไม่ถึง 5 คน แม้ ส.ว.ในกลุ่มใหญ่ยังไม่เผยท่าทีออกมา แต่เป็นอันรับรู้กันว่า ส.ว.กลุ่มใหญ่ที่มีสายตรงกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) คาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าจะไม่โหวตสนับสนุน “พิธา” เป็นนายกฯ ในการประชุมรัฐสภาครั้งแรก ตามไทม์ไลน์คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้

เมื่อการโหวตเลือกนายกฯในครั้งแรกปิดจ๊อบที่ชื่อ “พิธา” ไม่ได้ หากประธานรัฐสภาเป็นคนของพรรค ก.ก.ขึ้นมานั่งบัลลังก์ อาจจะเล่นเกมยื้อ ด้วยการเสนอชื่อ “พิธา” ให้ที่ประชุมรัฐสภา โหวตอีกในครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 หรืออาจจะให้โหวตเลือกนายกฯกันไปเรื่อยๆ โดยมีมวลชนที่สนับสนุนพรรค ก.ก.และ “พิธา” ภายนอกสภาเป็นอีกแรงกดดันต่อ ส.ว.และ ส.ส.ในขั้วรัฐบาลปัจจุบัน ร่วมกันโหวตเลือกนายกฯให้ได้ เพื่อให้มีการเดินหน้าสู่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาบริหารประเทศ ที่รอคอยรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาทำหน้าที่

การเมืองที่เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันประชุมสภา เพื่อโหวตเลือกประธานสภา ในวันที่ 4 กรกฎาคม แกนนำทั้งพรรค ก.ก.และพรรค พท. จึงต้องประคับประคอง จับมือกันให้แน่น

เพื่อให้เป็นตามดีล คือ พรรค ก.ก.เข้ามาทำหน้าที่ จากนั้นจะเดินไปสู่สเต็ปที่สอง คือ การโหวตเลือกนายกฯ โดยมีชื่อของ “พิธา” ส่งเข้าชิงจากขั้วของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล

โดยต้องร่วมกันลดปัจจัยแทรกซ้อนระหว่างทางไม่ให้กระทบกับบรรยากาศการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคร่วม ตามที่ประชาชนตั้งความหวังไว้