ภาคประชาชนตั้งวงถกปม ‘ปธ.สภา’ แนะมุ่งหน้าการเมืองใหม่ อย่าให้ ‘เกมอำนาจ’ แทรกแซง
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และภาคประชาชน จัดเวทีวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยและข้อเสนอต่อทุกฝ่าย หัวข้อวิเคราะห์ “ศึกชิงประธานสภาและนายกรัฐมนตรี
นายเมธา มาสขาว กล่าวว่า จินตภาพการเมืองไทยที่มีความขัดแย้งที่ชัดเจนในการออกแบบการเมืองที่ติดหล่มอำนาจนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวก ที่สืบทอดอำนาจจาก คสช.
“หล่มอำนาจนิยมที่พยายามใช้นโยบายรวมศูนย์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมหาศาลและการผูกขาดอำนาจทางการเมืองเข้าสู่ส่วนกลาง เกิดอำนาจเชิงซ้อน เช่น สว. เลือกนายกรัฐมนตรี นำมาสู่สูตรรัฐบาลร่วม
การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนเลือกเพื่อไทยเลือกเพราะเป็นคู่ขัดแย้งของรัฐบาลประยุทธ์ กับอีกพรรคที่เลือกคือก้าวไกล ซึ่งโดยธรรมเนียมต้องเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล นายกฯ รวมถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร” นายเมธากล่าว
รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ปัจจุบันคนที่เสพข่าวจะต้องรู้จักวิเคราะห์ข่าว อย่าไปหลงกับสิ่งซึ่งนำเสนอออกมา เพราะวันนี้มองจากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น คิดว่าเรื่องประธานสภายังไม่จบ แต่สิ่งที่ประชาชนควรจะได้เห็นคือการร่วมกันโดยการยึดหลักการปรึกษาหารือ ทำให้เกิดความสำเร็จในการทำงานร่วมกันให้เกิดความสำเร็จ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่เราอยากจะเห็นคือการคุยกันของทั้งสองพรรค ไม่ใช่เรื่องการไปสร้างความชอบธรรมจากภายนอก เพื่อบีบบังคับให้เกิดการยอมจากภายใน
“สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการประชุมพูดคุยกันเพื่อให้ได้คำตอบให้ได้ว่าใครจะเป็นประธานสภาโดยการเห็นพ้องของทั้งสองฝ่าย และทั้งสองพรรคมีงานใหญ่ร่วมกันอยู่สองงาน คือ ทำให้เกิดการโหวตประธานสภาที่มาจากความเห็นชอบร่วมกันให้และ การเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ กระบวนการแบบนี้เป็นกระบวนการที่เราพอรับได้ เป็นการจับมือกันในฝั่งประชาธิปไตยเป็นหลัก และถ้ามีการเพิ่มพรรคเข้ามาอยากให้เป็นความเห็นชอบของทั้ง 8 พรรค ว่าจะเพิ่มพรรคใดเข้ามา” รศ.สมชัยกล่าว
ด้าน รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กล่าวว่า ประชาชนได้แสดงให้เห็นแล้วว่าต้องการการเมืองแบบใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพราะพรรคที่ไม่ได้ซื้อเสียงชนะเป็นอันดับหนึ่งเหนือพรรคทั้งปวง นี่คือสัญญาณการเปลี่ยนแปลงว่าประชาชนจำนวนมากในประเทศต้องการการเปลี่ยนแปลง การขยายตัวของวิถีการเมืองแบบธรรมาภิบาลที่แสดงให้เห็นผ่านการเลือกตั้ง เข้ามารุกคืบการเมืองเกมอำนาจให้ถดถอยไป
“พรรคฝั่งรัฐบาลต้องทำการเมืองแบบใหม่เพื่อไม่ให้การเมืองแบบเกมอำนาจเข้ามาแทรก การจัดตั้งรัฐบาลและการแย่งชิงตำแหน่งไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้สูญญากาศ แต่เกิดจากการกดดันจากขั้วอำนาจเก่าที่พยายามทำให้การจัดตั้งรัฐบาลจากเพื่อไทยและก้าวไกลให้จับมือกันไม่ได้ ด้วยการสร้างความจูงใจให้เพื่อไทยแยกออกจากก้าวไกล ฉะนั้นควรยุติการเล่นเกมการเมืองแบบเกมอำนาจ ควรยึดการเมืองแบบธรรมาภิบาล ประกาศกับสาธารณะอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน โดยยึดหลักเคารพเสียงมติมหาชน”
“ผมเชื่อว่าการเมืองแบบธรรมภิบาลที่ได้รับการสนับสนุนของประชาชน ได้แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนแล้วในปัจจุบัน จะพิชิตการเมืองเกมอำนาจให้ได้” รศ.ดร.พิชาย กล่าว
ดร.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-Net) กล่าวว่า รัฐราชการควรไม่ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง ต้องมีกระแสสำนึกที่จะเดินไปตาม อำนาจที่มาจากปลายกระบอกปืนและเงินตรา เป็นวาทกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง 80-90 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้มันเริ่มเปลี่ยนและเปลี่ยนไป ต่อไปนี้อำนาจรัฐจะต้องมาจากประชาชน
“เราจะต้องรักษาชัยชนะนี้ไว้ เราจะต้องไม่ปล่อยให้สำนึกเก่าๆ วัฒนธรรมเก่า วิธีคิดแบบเก่า มาครอบงำประเทศไทย เราต้องให้ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดสำนึกใหม่กับประเทศไทย และขยายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน การเมืองสำนึกใหม่จะต้องมาจากอำนาจประชาชนไม่ใช่เงินตรา และยังได้ให้ข้อคิดในเรื่องโควตารัฐมนตรีไว้ว่า เราต้องมาคิดว่าทำอย่างไรจะได้รัฐมนตรีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกระทรวงนี้ ไม่ใช่เพราะฉันอยู่เพื่อไทยหรือก้าวไกล ฉันถึงจะได้ เราต้องการเห็นคนที่ดีที่สุดมาทำงานให้ประเทศ ถ้าเราได้คนที่มีฝีมือดีที่สุดก็จะเป็นประโยชน์โดยรวมต่อประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อพรรคด้วย อย่าตกอยู่ในวังวนของมิจฉาทิตถิ ถ้าทำได้จะเป็นกุศลธรรมอันยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ กุศลธรรมต่อคนรุ่นหลัง” ดร.ลัดดาวัลย์ กล่าว

