ทั้งที่ยืนยัน นั่งยัน แม้จะนอนก็ยังยันว่า “เพื่อไทย” ไม่เคยคิดเป็นอื่นกับ “ก้าวไกล” มีแต่เคารพในฉันทามติของประชาชน ที่เทคะแนนผ่านผลการเลือกตั้งให้ “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” นำพาประเทศก้าวพ้น “เผด็จการสืบทอดอำนาจ”
จะต้องร่วมกันสร้าง “รัฐบาลประชาธิปไตย” ขึ้นมาให้ได้ เพื่อช่วยกันปลดล็อกการปกครองประเทศให้พ้นจากการควบคุมของ “อำนาจที่ถูกออกแบบไว้โดยขบวนการผูกขาด” ด้วยความสำนึกใน “อำนาจประชาชน” ที่แสดงให้เห็นชัดในเจตนารมณ์
ทว่าภาพที่เกิดขึ้นทุกการแสดงออก หรือการขยับของ “คนพรรคเพื่อไทย” กลับถูกตีปลาหน้าไซ ก่อกระแสให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในรูปที่โลกโซเชียลเรียกว่า “ทัวร์ลง” ก่อกระแสเสียหายให้แก่ภาพของ “พรรคเพื่อไทย” ไปเสียทุกเรื่อง
จน FC เพื่อไทยต้องออกมาแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจว่า “เพื่อไทยทำอะไรก็ผิด” เพื่อเรียกหาความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นจากกระแสในโลกออนไลน์
แม้กระทั่งล่าสุด ข่าว “ยอมถอยไม่แย่งเก้าอี้ประธานสภา” ที่ถูกต่อด้วย “ตั้งเงื่อนไข เพื่อไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หาก พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ผ่านด่านที่สกัดต้านการขึ้นสู่นายกรัฐมนตรี”
ซึ่งก่อความรู้สึก “ต่อรองไม่เลิกลา” ไม่ได้นี่ ต้องเอานั่น ตลอด
ทำให้ “หมอชลน่าน ศรีแก้ว” ต้องรีบออกมาชี้แจงว่า “เป็นข่าวปล่อย” พร้อมกับต้องอธิบายเจตนาของการกล่าวถึงความร่วมมือของเพื่อไทยกับก้าวไกลเหมือนพ่อแม่ “คลุมถุงชน” ไม่ได้หมายถึงการถูกบังคับ ต้องอยู่ด้วยกันอย่างไม่รัก เป็นแค่ต้องการสื่อว่า “ไม่มีวันเลือกเป็นอื่น ต้องเลือกตามเจตนารมณ์ของประชาชนเท่านั้น”
แต่ทั้งที่ยืนยันหลักการ “เคารพการตัดสินใจของประชาชน” มาตลอด แต่ทุกจังหวะการตัดสินใจทางการเมืองที่เคลื่อนไป คล้ายกับ “เพื่อไทย” ถูกลากให้กลายเป็น “จำเลยของผู้ยึดมั่นในอำนาจประชาชน” เสียทุกที
ตอกย้ำ “เพื่อไทย ทำอะไรก็ผิด” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนน่าหาคำตอบไม่น้อยว่า “ทำไมเป็นเช่นนั้น”
ว่าไปคำตอบนี้หาไม่ยากเลย แต่ย้อนกลับไปที่ทฤษฎี “ประโยชน์ตกอยู่กับใคร คนนั้นคือต้นเหตุ”
ทุกข่าวที่ทำให้ “เพื่อไทย” ถูกกระแสทัวร์ถล่ม ล้วนแล้วแต่มีเจตนาให้ “เพื่อไทย” กับ “ก้าวไกล” เกิดความแตกร้าว หวาดระแวงในกันและกัน
คนที่ได้ประโยชน์จากเป้าหมายที่ไม่ใช่ “ก้าวไกล” หรือ “เพื่อไทย” ที่เป็นความหวังของประชาชนซึ่งก้าวพ้นการสืบทอดอำนาจ เพราะ “รัฐบาลใหม่” จะมีเฉพาะ “ก้าวไกล” หรือแค่ “เพื่อไทย” โดยเป็นเสียงข้างมากที่ทำให้เชื่อมั่นว่า “ไม่รับใช้การสืบทอดอำนาจ” ไม่ได้
เกมที่ “เพื่อไทย” ต้องแยกกับ “ก้าวไกล” นั้น ทั้ง “เพื่อไทย” และ “ก้าวไกล” จะสร้างความผิดหวังให้ประชาชน
ที่ได้ประโยชน์จริงจากความแตกแยกนั้นคือ “พลพรรคฝ่ายสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ”
หากสรุปได้เช่นนี้ ย่อมประเมินได้ไม่ยากว่า “ข่าวปล่อย” ที่ก่อความหวาดระแวงเหล่านี้มาจากไหน และเพื่ออะไร
ตราบใดที่ “การตั้งรัฐบาล” ยังไม่จบ “เกมอำนาจ” ที่อีกฝ่ายไม่มีทางเลือก เพราะไม่มีทางรวบรวมเสียงข้างมากได้ หาก “เพื่อไทย” กับ “ก้าวไกล” ไม่แตก ไม่แยกจากกัน
เมื่อการสร้างความแตกแยกด้วยการกระตุ้นให้เกิดอาการโกรธใน “เพื่อไทย” ทำง่ายกว่า เพราะโครงสร้างพรรคยังแบ่งเป็นกลุ่มเป็นก๊วน หลากหลายที่มา ทำให้ง่ายต่อการหาเหตุให้คนเชื่อว่า “เอาแต่ต่อรองผลประโยชน์ แทนที่จะหนักแน่นในเจตนารมณ์ของประชาชน”
ยิ่งปล่อยข่าวออกมาแล้วเต้นตามแบบสะท้อนให้เห็นว่า “สมาชิกไม่มีความหนักแน่นพอ” ยิ่งถูกปล่อยข่าวตอกลิ่มถี่ขึ้น จนเกิดสภาพ “เพื่อไทยทำอะไรก็ผิด” ด้วย “ข่าวปล่อย” นั้น
หากถามว่าจะแก้ไขอย่างไร หนทางเดียวที่จะทำได้คือ “ต้องหนักแน่น และเป็นหนึ่งเดียว”
ไม่ใช่ปล่อยให้คนในพรรคต่างคนต่างแสดงจนอลหม่าน จนสับสนว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ไปเสียทุกเรื่อง
เหมือนกับ “เต็มใจเป็นเหยื่อของข่าวปล่อย” อย่างที่เป็นอยู่
การ์ตอง

