หน้าแรก การเมือง ยังจำได้ไหม? ...

ยังจำได้ไหม? ฉายารัฐบาล ก่อนเว้นวรรคงดตั้ง 4 ปีซ้อน ลองย้อนอ่านดู

25.12.16 | 16:23 น.

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันทุกปีสำหรับการตั้งฉายาให้กับบรรดานักการเมืองเพื่อสะท้อนถึงผลงานเเละเรื่องเด่นๆ ที่ถูกกล่าวขานถึงในรอบปี

เเต่หลังจาก รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล จึงมีมติงดการตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี 2556 เป็นปีเเรก

ต่อมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และเข้าดำรงตำเเหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ วันที่ 25 สิงหาคม 2557 ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบ จึงมีมติงดการตั้งฉายา เเต่ก็มีหลายคนออกมาตั้งฉายาเเทน อาทิ โอ๊ค พานทองแท้ ที่ตั้งฉายานักการเมือง 12 รายรับปีเเพะ

สำหรับปีนี้เป็นไปตามความคาดหมายเมื่อผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบ มีมติงดตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี 2559 ซึ่งนอกจากจะเป็นหลักปฏิบัติตามธรรมเนียมที่ยึดกันมา ยังมีข้อจำกัดทางข้อกฎหมายและบรรยากาศการเมืองในภาวะที่ยังถือว่าไม่ปกติ ตามที่รายงานข่าวไปเเล้วนั้น (คลิกอ่าน)

นับจากปี 2556 ถึง 2559 เป็นระยะเวลาที่ผ่านมา 4 ปี เเล้วที่ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบงดตั้งฉายาให้กับบรรดานักการเมือง วันนี้มติชนจึงพาย้อนอ่านฉายาล่าสุดเมื่อปี 2555 จะเด็ด จะแซ่บ จะเเสบแค่ไหน ลองอ่านดู

Advertisement

ฉายารัฐบาลประจำปี 2555 ฉายา “พี่ชายคนแรก”
หลังจากรับฉายา “ทักษิณส่วนหน้า” ไปเมื่อปีก่อน ในปีนี้บรรดาสื่อมวลชนก็พร้อมใจกันยกฉายา “พี่ชายคนแรก” ให้กับรัฐบาลชุดนี้ โดยล้อมาจากนโยบาย “รถคันแรก” และ “บ้านหลังแรก” ของรัฐบาล เพราะรัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศภายใต้เงาของพี่ชาย พี่สาว รวมทั้งปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาก็มาจากเรื่องของพี่ ทำให้ปัญหาปากท้องประชาชน ข้อครหาเรื่องทุจริตไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควรจะเป็น เพราะรัฐบาลมัวแต่ยุ่งอยู่กับ “พี่ชาย” เรื่องของพี่ต้องมาก่อนเป็นอันดับแรกนั่นเอง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ฉายา “ปูกรรเชียง”
เมื่อปีที่แล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ฉายา “นายกฯ นกแก้ว” เพราะชอบท่องสคริปท์ แต่ในปีนี้ได้รับฉายาใหม่ “ปูกรรเชียง” โดยล้อมาจากชื่อเล่น “ปู” ของนายกฯ ที่มีลักษณะเดินเซไปเซมา ไม่ตรงทาง เหมือนกับการบริหารงานที่ต้องแบกรับภาระและใบสั่งจากพี่ชายที่ชื่อทักษิณ และพี่สาวที่ชื่อ เจ๊ ด. ทำให้ไม่เห็นผลงานเป็นรูปธรรม และเมื่อเกิดปัญหาทางการเมืองขึ้น เจ้าตัวก็มักจะตีกรรเชียงลอยตัวหนีปัญหา จนถูกฝ่ายค้านวิจารณ์อยู่เรื่อยๆ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ฉายา “กันชนตระกูลชิน”

จากฉายา “กุมารทองคะนองศึก” เมื่อปี 2554 มาหนนี้นักข่าวพร้อมใจกันมอบฉายา “กันชนตระกูลชิน” ให้สารวัตรเฉลิม จากการแสดงบทบาทเป็นบอดี้การ์ดคอยปกป้องนายกฯ และนายใหญ่คนตระกูลชินวัตรเสมอมา โดยพร้อมท้าชนทุกเรื่อง และมีผลงานปราบปรามยาเสพติดเป็นที่โดดเด่น เสียแต่ว่าไม่กล้าลงไปแก้ปัญหาในภาคใต้

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฉายา “ลูกไก่ ไวท์ไล”
หลังจากปล่อยน้ำตานองเมื่อครั้งที่นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาถูกน้ำท่วมเรียบ จนได้ฉายา “ปุเลง…นอง” เมื่อปีที่แล้ว ในปีนี้ นายกิตติรัตน์ ได้ฉายา “ลูกไก่ไวท์ไล” จากวลีเด็ด “โกหกสีขาว (White Lie) ที่เจ้าตัวประกาศโต้งๆ ว่า พูดโกหก (สีขาว) ในเรื่องของการตั้งเป้าตัวเลขทางเศรษฐกิจเกินจริง ส่วนคำว่า “ลูกไก่” เป็นการล้อชื่อเล่น “โต้ง” ที่จริง ๆ ควรจะเป็น “ไก่โต้ง” แต่เพราะผลงานยังไม่เด่นชัด จึงเป็นได้เพียง “ลูกไก่” เท่านั้น

พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฉายา “ตามล่าหน้าหล่อ”
โดดเด่นสุดสุด กับผลงานตามถอดยศอดีตนายกฯ หน้าหล่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ทำให้ฉายา “ตามล่าหน้าหล่อ” ตกเป็นของ พล.อ.อ.สุกำพลไปโดยปริยาย แต่ทว่าปีนี้ผลงานด้านความมั่นคงของเจ้ากระทรวงกลาโหมไม่เด่นชัดนัก แถมนายพลคนนี้ยังถูกหลานโอ๊ค นายพานทองแท้ ชินวัตร สั่งสอนผ่านเฟซบุ๊ก กรณีข่าวลอบทำร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่นายพานทองแท้เป็นเพียงเด็กที่ผ่านการเรียน รด. มาเท่านั้น

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ฉายา “ไพร่เทียม”
หนึ่งเดียวของ นปช. ที่ได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และผลัก จตุพร พรหมพันธุ์ ตัวเต็งที่น่าจะคว้าเก้าอี้ใดเก้าอี้หนึ่งให้กระเด็นออกไป แต่เมื่อนายณัฐวุฒิขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีหนนี้ ผลงานก็ยังไม่เด่นชัดนัก มีเพียงการพูดเก่งเท่านั้น และเมื่อขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกลับใช้ชีวิต และการทำงานในลักษณะอำมาตย์ ไม่ต่างจากฉายา “ไพร่เทียม” ที่สื่อมวลชนยกให้

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ฉายา “บุญทรุด”
หน้าที่หลักคือการแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง รวมทั้งนโยบายจำนำข้าว แต่กลับถูกวิจารณ์ยับว่าแก้ปัญหาไม่ได้ แถมเรื่องจำนำข้าวก็กลายมาเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายต่างๆ โจมตีรัฐบาล อย่างเช่นเรื่องการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจี เจ้ากระทรวงก็ไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างชัดเจน แต่เก้าอี้ยังเหนียวอยู่ เพราะถูกมองว่าเป็นเด็ก เจ๊ ด. จึงได้รับฉายา “บุญทรุด” ไป

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉายา “ด.ดันดี”
เด็ก เจ๊ ด. อีกหนึ่งคนที่ผลงานไม่ปรากฏชัด แต่ปรับคณะรัฐมนตรีครั้งไหนก็ไม่เคยหลุดจากเก้าอี้เลยสักครั้ง จนกระทั่งล่าสุดได้ขึ้นมานั่งถึงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเลยทีเดียว สื่อมวลชนจึงให้ฉายา “ด.ดันดี”

นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ฉายา “โฟร์แมนสแตนด์บาย”

รัฐมนตรีน้องใหม่ป้ายแดงไฟแรงเสียด้วย จึงเป็นที่คาดหวังของรัฐมนตรีน้ำดี โดยนายชัชชาติถูกมอบหมายให้ทำงานสารพัด เจ้าตัวจึงเดินหน้าเต็มสูบเร่งผลักดันงานด้านคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าสายต่างๆ และยังประกาศไม่ขอยุ่งกับการเมืองอีกต่างหาก ที่สำคัญยังเป็นคนที่มีหุ่นล่ำทรมานใจสาวๆ ซะด้วย เลยได้ฉายา “โฟร์แมนสแตนด์บาย” ไป

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ฉายา “ปั้นน้ำเป็นทุน”
โด่งดังมาจากข่าวน้ำท่วมจนได้ฉายา “ผีเจาะปลอด” ไปเมื่อปีที่ผ่านมา มาปีนี้ท่านปลอดก็ติดโผฉายารัฐบาลกับเขาอีกครั้ง โดยได้ฉายา “ปั้นน้ำเป็นทุน” มีความหมายว่า เป็นผู้ที่รับผิดชอบแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ปีนี้น้ำไม่ท่วม เจ้าตัวจึงคุยโม้ว่าเป็นฝีมือตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อได้รับการเลื่อนขั้นจากรัฐมนตรีขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบโปรเจ็กต์ป้องกันน้ำท่วมมูลค่ากว่า 3.5 แสนล้าน

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ฉายา “สิงห์สำรอง”
ความหมายของ “สิงห์สำรอง” มาจากคำว่า “สิงห์” ที่เป็นสัญลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทย แต่หลายคนมองว่า นายจารุพงศ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเพียงหุ่นเชิด ไม่ใช่ตัวจริง ตามรอย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตหัวหน้าพรรค และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนก่อนที่เจอปัญหาจากสนามกอล์ฟอัลไพน์จนต้องลาออกไป และเมื่อตั้งนายจารุพงศ์มาแทนที่ก็เหมือนกับเป็นเพียงสิงห์สำรองเท่านั้น

วาทะแห่งปี ได้แก่ คำว่า “ลอยตัวนั้นต่างกับคำว่าไม่รับผิดชอบ”
“คำว่าลอยตัวนั้นต่างกับคำว่าไม่รับผิดชอบ” เป็นคำพูดที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 หลังจากถูกฝ่ายค้านกล่าวหาในเรื่องของการขาดความรับผิดชอบ ไม่ยอมเข้าประชุมสภา ไม่ชี้แจงประเด็นที่กล่าวหา เอาแต่ลอยตัวเหนือปัญหา โดยเฉพาะเรื่องนโยบายรับจำนำข้าว โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใส และเอื้อประโยชน์พวกพ้อง