การเมืองปี 2559 เป็นการเมืองของการตระเตรียมประเทศ ตามความหมายของ คสช.
ตระเตรียมประเทศเพื่อกลับคืนสู่การเลือกตั้ง
กลับคืนสู่ประชาธิปไตยตามความหมายของ คสช.
และตระเตรียมประเทศเพื่อการปฏิรูปตามความหมายของ คสช.เช่นกัน
คำว่า “ตามความหมายของ คสช.” จึงเป็น “คำสำคัญ” ที่กำหนดทุกเรื่องราวในประเทศไทย
ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นไปตามมาตรา 35 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557
ทั้งการวางแนวปฏิรูปประเทศ ก็เป็นไปตามที่สภาขับเคลื่อน
การปฏิรูปประทศ หรือ สปท. ซึ่งเป็นองค์กรที่ คสช.เลือกมา
ทุกอย่างเดินตามมรรคาที่ คสช.กำหนด
ทั้งนี้ เป็นไปตามความต้องการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ผู้นำการยึดอำนาจรัฏฐาธิปัตย์มาไว้ในมือเมื่อปี 2557
การเมืองปี 2559 ในช่วงต้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญกันอึงมี่
การต่อสู้ทางความคิดระหว่างฝ่ายที่มองว่าประชาธิปไตยคือการเปิดกว้างให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตัวแทนกับฝ่ายที่เบื่อหน่ายประชาธิปไตย โดยสนับสนุนให้ระบบแต่งตั้งเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศปะทะกันมาโดยตลอด
และในที่สุดฝ่ายเบื่อประชาธิปไตยก็ได้ชัยชนะ
ร่างรัฐธรรมนูญออกแบบให้พรรคการเมืองอ่อนแอ รัฐบาลเลือกตั้งหลังใช้รัฐธรรมนูญเป็นรัฐบาลผสม
มีวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง หากแต่ใช้วิธีพิสดารกำหนดที่มา
ตามด้วยบทเฉพาะกาลที่คงอำนาจ ม.44 ไว้ให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์
และการกันโควต้าวุฒิสมาชิกไว้ให้นายทหารระดับบิ๊กจำนวน 6 คน
สุดท้ายมีข้อเสนอตอกย้ำให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีที่มาจาก คสช. ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
ประชาธิปไตยหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พอมองเห็นรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นนี้
ทำให้ฝ่ายที่มองเห็นประชาธิปไตยแบบเปิดกว้างให้ประชาชนเลือกตั้งออกมาคัดค้าน
การคัดค้านกลายเป็นฝ่ายเห็นต่าง และในที่สุดถูกจับกุม
เมื่อไทยจับกุมกลุ่มเห็นต่าง นานาชาติก็เริ่มคัดค้าน
ปัญหาขยายตัวออกไป…ลามเป็นปัญหาเศรษฐกิจด้วย
ตลอดปี 2559 มองเห็นว่า แม้ปัญหาการเมืองจะมีผู้เห็นต่าง แต่ในที่สุด คสช.ก็กุมสภาพได้
ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติด้วยเสียงสนับสนุนท่วมท้น ตามมาด้วยคำถามพ่วงที่มอบอำนาจให้สมาชิกวุฒิสภาโหวต นายกฯ ก็ได้รับการเห็นพ้อง
เมื่อผลประชามติออกมาเช่นนั้น เสียงคัดค้านก็เบาบางลง
แม้จะมีคำอธิบายเชิงวิเคราะห์ ระบุสาเหตุว่าเพราะคนต้องการเลือกตั้งเร็ว
แต่เมื่อประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ การบังคับใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างก็ต้องเดินหน้า
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ
รัฐบาลประกาศว่าปี 2560 จะมีการเลือกตั้ง
เมื่อกลุ่มเห็นต่างยอมฟังเสียงประชามติ การใช้กำลังทหารจับกุมก็เบาบาง
ระยะหลัง โพลเริ่มยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์มากขึ้น
ทิศทางรัฐบาลที่อิงกับเสียงประชามติทำให้แลดูมีราศี
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์คิดไม่ตกคือ ปัญหาเศรษฐกิจ
เมื่อปลายปี 2558 มีกระแสสะพัดว่าปี 2559 เศรษฐกิจประเทศไทยจะฟื้น เพราะเศรษฐกิจลงไปต่ำสุดแล้ว
แต่ปี 2559 ที่ผ่านมา ตอกย้ำว่ากระแสที่สะพัดเมื่อปลายปี 2558 นั้นไม่เป็นความจริง
เมื่อการส่งออกของประเทศยังติดลบ ด้วยสาเหตุใดๆ ก็ตาม ทำให้รายได้ของประเทศตกต่ำ
ยิ่งผนวกกับการจับจ่ายใช้สอยอ่อนกำลัง ภาคเอกชนไม่ลงทุนเพิ่ม ทุกอย่างจึงอยู่ในสภาพซึม
แม้รัฐบาลจะพยายามอย่างเต็มที่ อัดฉีดงบประมาณภาครัฐลงไปในการลงทุน
แต่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจก็ยังอยู่ในสภาพ “ประคองตัว”
ยิ่งการประเมินของคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมออกมา
มองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในทิศทางการฟื้นตัว ยังมีความเสี่ยงหลายด้าน
เสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มไปด้านต่ำมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจคู่ค้าอาจชะลอมากกว่าที่คาด
ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นและการค้าระหว่างประเทศ
จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจน้อยกว่าประมาณการ รวมไปถึงความเสี่ยงจากพัฒนาการทางการเมืองในยุโรป
และปัญหาภาคการเงินในยุโรปและจีน ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามใกล้ชิด
สรุปได้ว่า เศรษฐกิจปีหน้าก็ยังไม่ดี
แนวโน้มเศรษฐกิจไม่ดีเช่นนี้มีสัญญาณมานานแล้ว รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก็พยายามปรับตัวสู้
การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด แม้รัฐมนตรีที่ขาดไปจะมีเพียงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
แต่รัฐมนตรีที่ปรับปรุงจัดทัพใหม่ มีรัฐมนตรีกระทรวงสายเศรษฐกิจหลายคนหลายตำแหน่ง
มีทั้งการปรับเปลี่ยน อาทิ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไปเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
มีการเสริมทัพเศรษฐกิจ อาทิ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายพิชิต อัคราทิตย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
รวมทั้ง นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเดิมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที แต่เมื่อมีการเปลี่ยนเป็นกระทรวงดิจิทัลฯ จึงลาออกและมีข่าวว่าไม่ขอกลับไปที่กระทรวงเดิม
แต่ครั้งนี้คืนกลับไปที่กระทรวงอุตสาหกรรม
น่าสังเกตว่า การปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ มีนัยการปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจด้วย
ไม่ได้เปลี่ยนตัวหัวหน้าทีมเหมือนการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อครั้งที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกฯ
แต่เป็นการเปลี่ยนสมาชิกในทีม
นี่่เท่ากับว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ยังเป็นความหวังของรัฐบาลอยู่
จากปรากฏการณ์ในปี 2559 ทำให้แลเห็นประเด็นความมั่นคงที่รัฐบาลในปี 2560 ต้องเผชิญหน้า
การเผชิญหน้ากับความมั่นคงทางการเมือง แม้จะมีแรงกระทบกระทั่งจากการออกกฎหมายที่ไปกระทบสิทธิเสรีภาพบ้าง
แต่เมื่อเทียบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่กำลังรอท้าทายรัฐบาลอยู่
ถือว่าปัญหาความมั่นคงทางการเมืองยังหนักหนาน้อยกว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจหลายเท่าตัว
น่าสนใจว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจในปีหน้าอย่างไร

