ก้าวไกล-เพื่อไทย เคลียร์ชิง ปธ.สภา สกัดร้าว?

4.07.23 | 09:45 น.
ก้าวไกล-เพื่อไทย เคลียร์ชิง ปธ.สภา สกัดร้าว? หมายเหตุ - ความเห็นนักวิชาการ

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการวิเคราะห์พรรคก้าวไกลและเพื่อไทย ที่เอ็มโอยูร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรค จะทำงานร่วมกันได้หรือไม่เมื่อจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากปัญหาการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีการโหวตเลือกในการประชุมสภาวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถตกลงกัน ล่าสุดจะมีการเสนอทางเลือกให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ มาเป็นประธานสภา

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

สถานการณ์ความเคลื่อนไหวการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้ หากมองไปแล้วจะไม่นิ่งปัญหามาจากพรรคร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรค ติดกระดุมเม็ดแรกผิดตั้งแต่ต้น ในการนิยามว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ที่สำคัญคะแนนรวมของสมาชิกพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยใกล้กันเกินไป ทำให้อำนาจการต่อรองสูง ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยมีสิทธิเรียกร้องตำแหน่งประธานสภา ถึงแม้ว่าพรรคก้าวไกลจะอ้างความชอบธรรมทางการเมือง คือการมีเสียงข้างมาก แต่ก็ยังมีตัวแทรกซ้อนในพรรคเพื่อไทยเอง อาจจะมีปัญหาความไม่ชัดเจนในเรื่องการจัดการปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยและการตัดสินใจ เพราะทุกคนก็รู้ว่าคนที่ตัดสินใจในพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่ใช่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่เป็นนายทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นหัวหน้าตัวจริง

หากให้มองว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ยอมแยกตัวออกมาจากพรรคก้าวไกล เคยบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า พวกเขาเป็นกลุ่มเดียวกัน และพรรคเพื่อไทยก่อนการเลือกตั้งคิดว่าพรรคของตัวเองจะมาเป็นอันดับ 1 หากมีการโหวตประธานสภาคงจะกำหนดเกมได้ แต่ผลการเลือกตั้งออกมาพบว่าได้เป็นอันดับ 2 การที่พรรคเพื่อไทยจะออกมาจากพรรคก้าวไกลก็ยากมาก เพราะกระแสการตื่นตัวของประชาชน ณ เวลานี้ ทำให้เห็นว่าประชาชนไม่ใช่มีอำนาจแค่ 4 วินาที จึงส่งผลให้หลังการเลือกตั้งได้มีการตรวจสอบเข้มข้น ถ้าพรรคเพื่อไทยปฏิเสธพรรคก้าวไกลไป เท่ากับปฏิเสธคนทั้งสังคม พรรคเพื่อไทยจำเป็นจะต้องอยู่กับพรรคก้าวไกลไปตลอด

Advertisement

การที่ 14 ล้านเสียงของพรรคก้าวไกล กับคะแนนอีกฝั่งที่เหลือจะมากกว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะดีดตัวออกมาอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ดูแล้วพรรคเพื่อไทยกำหนดยุทธศาสตร์พลาด หมายถึงไม่ยอมแยกตัวออกจากพรรคก้าวไกลตั้งแต่ต้น ความจริงพรรคเพื่อไทยสามารถวางกลยุทธ์ที่แหลมคม พรรคเพื่อไทยอาจจะบอกกับสังคมได้ว่า ประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองไม่เหมือนกัน แล้วแยกตัวออกมา แต่พรรคเพื่อไทยติดในเกมของพรรคก้าวไกล ในขณะที่คนตื่นตัวมาก ทำให้พรรคเพื่อไทยดิ้นไม่หลุด ไม่ว่าจะใช้เกมการเมืองแบบไหนก็ตาม พรรคเพื่อไทยมีราคาจะต้องจ่ายทั้งหมด

โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยต้องการเอานายทักษิณกลับบ้านด้วย ยิ่งทำให้ต้นทุนของพรรคเพื่อไทยสูงขึ้น และมีราคาที่จะต้องจ่ายสูงมาก ในการเลือกประธานสภาหากไม่ได้คนของพรรคก้าวไกล และเป็นนายวันมูหะมัดนอร์มะทา หัวหน้าพรรคและ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ อาจจะรักษาระยะทางการเมืองได้อีกนิดหนึ่งแต่ถ้าเป็นคนของพรรคเพื่อไทยถือว่าจบเลย

การที่พรรคก้าวไกลไม่ได้ประธานสภา ผลที่ตามมาพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย จะส่งผลให้ 8 พรรคร่วมที่ทำ MOU จะต้องถูกฉีกทิ้งไป นับตั้งแต่รู้ว่าใครเป็นประธานสภาที่ไม่ใช่พรรคก้าวไกล

กรณีนายสุชาติ ตันเจริญ ช่วงแรกมีกระแสข่าวว่าจะมีการเสนอให้เป็นประธานสภา แต่กระแสข่าวได้เงียบหายไป คิดว่านายสุชาติ ลึกๆ อยากจะเป็นประธานสภา แต่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ออกมาดักทางไว้ทั้งหมด จึงทำให้เกิดการแก้เกมทางการเมือง ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนทางการเมืองในพรรคเพื่อไทย จึงจำเป็นจะต้องหาคนที่ไม่ใช่นายสุชาติ ซึ่งอาจจะเป็นนายวันมูหะมัดนอร์ หรืออาจจะเป็นนายชูศักดิ์ ศิรินิล ก็ได้

หากให้มองนายวันมูหะมัดนอร์เป็นประธานสภา ดูแล้วเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง มีประสบการณ์ และเคยดำรงตำแหน่งนี้มาแล้ว คิดว่าสามารถจัดการปัญหาระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องยอมรับและเป็นที่รับรู้ทางการเมืองว่าพรรคประชาชาติคือ พรรคเพื่อไทย สาขา 2 แปลว่าไม่ได้ต่างกันเลย ทำให้มองว่าเกมการเมืองมีโอกาสพลิกข้างพลิกขั้วกันได้

ในวันเลือกประธานสภา อาจจะมีการเสนอประธานสภาเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้มีตัวเลือกมากขึ้น โอกาสเป็นไปได้เหมือนกัน และมีโอกาสมากอีกด้วย คือไม่ใช่แค่นายวันมูหะมัดนอร์ หรือตัวแทนจากพรรคก้าวไกล อาจจะเป็นผู้ใหญ่ของอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ที่สังคมยอมรับ ก็จะเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง จะทำให้เห็นว่าจะมีการพลิกข้างพลิกขั้วอย่างชัดเจนมากขึ้น อาทิ อาจจะมีคนเสนอนายชวน หลีกภัย

ส่วนตัวมองว่าพรรคก้าวไกลมีการประเมินสถานการณ์เต็มที่แล้วว่า พรรคก้าวไกลมาได้แค่นี้ เกมสำคัญของพรรคก้าวไกลคือการเดินพบปะประชาชนให้มากยิ่งขึ้น และทำให้ประชาชนเห็นว่าพรรคก้าวไกลได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชน แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพราะรัฐธรรมนูญมีความเป็นอัปลักษณ์ ให้ 250 คนที่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้มากำหนดอนาคตประเทศ และกำหนดตัวแทนที่มาจากประชาชน การเลือกตั้งสมัยหน้า เชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะได้รับคะแนนอย่างท่วมท้น สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้

หากพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นประธานสภาและนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะมีการตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้นแน่นอน

หากพรรคก้าวไกลมีการวางกลยุทธ์ในการตรวจสอบตำรวจ ตรวจสอบกองทัพ ซึ่งเป็นองค์กรที่สังคมตั้งข้อสงสัยมากที่สุด ถ้าทำสิ่งนี้ได้ดี จะทำให้กระแสความนิยมของพรรคก้าวไกลดีกว่าการทำหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลด้วยซ้ำไป เชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะโตไปเรื่อยตามคำที่ว่าพรรคก้าวไกลคือ ผู้คนและการเดินทาง อาจจะมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากพร้อมสนับสนุน เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าวไม่พอใจกับการเมือง ที่ผูกขาดโดยชนชั้นนำทางการเมืองประเทศนี้มาหลายทศวรรษ

ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

จากกรณีข้อสรุปตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาใหญ่ในระบอบประชาธิปไตย เพราะพรรคร่วมรัฐบาล เป็นเรื่องของการต่อรองที่มีอยู่เป็นปกติ ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่าแม้แต่พรรครัฐบาลรักษาการในปัจจุบันยังมีความขัดแย้ง มีความไม่เห็นด้วยในหลายเรื่อง ส่วนตัวจึงคิดว่ากรณีพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ในการทำงานร่วมกัน เพราะอย่างน้อยก็มีการลงนาม MOU ในการกำหนดลำดับความสำคัญของนโยบายที่จะขับเคลื่อนร่วมกันอยู่แล้ว ถือเป็นพันธะกรณี เป็นข้อตกลงร่วมกันประการหนึ่งในการทำงานร่วมกันของพรรคร่วม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณในด้านต่างๆ ด้วย กรณีนี้จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงการไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ในอนาคต

อย่างไรก็ดี เรื่องตำแหน่งประธานสภา อาจจะต่างกับกรณีอื่นๆ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการมีอำนาจในสภา ในขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยก็ต้องการสร้างบทบาทและอำนาจต่อรองของตนเองด้วย จากที่พยายามเสนอภาพว่าเป็นพรรคที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยพยายามมอง แต่โดยส่วนตัวไม่ได้มองว่าตำแหน่งประธานสภาควรจะเป็นของพรรคเพื่อไทยหรือก้าวไกล เพราะพรรคอื่นๆ ที่ร่วมรัฐบาลก็มีสิทธิที่จะเป็นตัวเลือกได้ด้วย

ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยปล่อยชื่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาตินั้น จริงๆ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยไม่พร้อมที่จะยอมให้ก้าวไกลมีอำนาจเหนือเพื่อไทย ด้วยการเสนอนายวันนอร์เข้ามาเป็นตัวเลือก แต่ความจริงคิดว่าพรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะแสดงถึงการให้ความสำคัญกับผู้หญิงการให้ผู้หญิงเป็นประธานรัฐสภา น่าจะช่วยให้ภาพของรัฐบาลชุดนี้ดีมากยิ่งขึ้นในเรื่องของความหลากหลายเท่าเทียมทางเพศ ดีกว่ามองแค่ตัวเลือกของตัวเอง อีกทั้งพรรคเพื่อไทยเองพูดถึงศักยภาพและประสบการณ์ในการทำงานสภา ซึ่งคิดว่าคุณหญิงสุดารัตน์ถือเป็นหนึ่งในคนที่มีประสบการณ์ด้านการเมืองพอสมควร ฉะนั้นถ้า 8 พรรคร่วมรัฐบาลมองในมุมการสร้างรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยในการเริ่มส่งเสริมความเท่าเทียมหลากหลาย เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการสร้างรัฐบาลประชาธิปไตย เพราที่ผ่านมาเราเห็น ส.ส.หรือผู้แทนราษฎรเพศหญิงยังมีจำนวนน้อยอยู่ การให้บทบาทผู้หญิงในฐานะผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ ก็น่าจะสะท้อนถึงความก้าวหน้าในระบอบประชาธิปไตย

อย่างไรก็ดี ถ้าหากนายวันมูหะมัดนอร์เป็นประธานสภา อาจจะส่งผลในเรื่องการสร้างความเปลี่ยนแปลงในด้านกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาพรรคประชาชาติก็เคยไม่สนับสนุน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ขัดกับหลักทางศาสนาอิสลาม ฉะนั้นอาจจะมีหลายคำถามเกิดขึ้น ที่เพื่อไทยไม่ได้มอง เช่น ในมุมการผ่านกฎหมาย หรือด้านความเท่าเทียมทางเพศ คิดว่าจริงๆ แล้วคนที่จะเป็นประธานสภา โดยหลักการแล้วต้องมีความเป็นกลาง แต่ถ้ามีจุดยืนด้านศาสนาอื่น อาจเป็นจุดหนึ่งที่เราต้องพิจารณาด้วย เพราะถ้าจุดยืนหรือความคิดในเรื่องเสรีภาพและความเท่าเทียมสวนทางกัน ก็น่าจะเป็นอุปสรรคจุดหนึ่ง ซึ่งตัวนายวันนอร์เองอาจจะถูกคนมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทยหรือไม่

ทั้งนี้ ประธานสภาในความคาดหวังสำหรับตนแน่นอนว่าคือการมีบทบาทในการส่งเสริมประชาธิปไตย เป็นหลักที่พร้อมจะผลักดันกฎหมายที่อยู่บนฐานของการฟังเสียงคนส่วนใหญ่ มากกว่าที่จะมองเรื่องจุดยืนของพรรค และความเชื่อส่วนบุคคล

วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องถอยกลับมาดูภาพใหญ่ของการเมืองหลังเลือกตั้ง 14 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ผลการเลือกตั้งคือ ฉันทามติจากประชาชนที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากพรรคฝ่ายค้านเดิมขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเปรียบเสมือนโซ่ที่ผูกระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยให้อยู่ด้วยกันภายใต้ความขัดแย้งที่ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้กระทบต่อภาพใหญ่ในการจับมือร่วมกันระหว่าง 8 พรรคของรัฐบาล ไม่ว่าใครจะมีปัญหาทะเลาะ ตบจูบ หรือไม่อยากอยู่ด้วยกัน ผลการเลือกตั้งบีบให้ 2 พรรคนี้ต้องอยู่ด้วยกัน เห็นได้ว่าความขัดแย้งแบบนี้จะมีอีกหลายครั้ง แม้ว่าจะมีการตั้งรัฐบาลแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติของรัฐบาลผสมที่มีการต่อรองตำแหน่ง

แต่การที่พรรคการเมืองมีการต่อรองจะไปโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเหยื่อ เป็นผู้ร้ายไม่ได้ เพราะแต่ละพรรคการเมืองต้องต่อรองเพื่อสะท้อนภาพเสียงของประชาชนที่เลือกมาให้ได้มากที่สุด การต่อรองเป็นเรื่องปกติ ถ้าเกิดมีการแยกกันอย่างไม่สมเหตุสมผลหรือตั้งใจแยกออกมาตั้งรัฐบาลเองโดยผลักอีกพรรคหนึ่งออกไป พรรคนั้นอาจถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ทำให้เกิดผลเสียอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งพรรคการเมืองมองเกมในระยะยาวอยู่แล้ว

ถ้าเทียบการเลือกตั้ง ปี 2562 คือพรรคประชาธิปัตย์พยายามต่อรองกับพรรคพลังประชารัฐเพื่อให้ได้ประธานสภา ทั้งที่มีสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) น้อยมากในปี 2562 เพราะพรรคพลังประชารัฐ ณ เวลานั้นต้องการเสียงเกิน 250 เสียง เพื่อเป็นข้ออ้างให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โหวต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ฉันใดฉันนั้นคือบริบทเดียวกันที่การเมืองหลังการเลือกตั้งมีการเจรจาต่อรองกันอยู่แล้ว

ถ้าเรื่องประธานสภาจบลงได้ ต่อไปจะเป็นเรื่องเลือกนายกรัฐมนตรีต้องมีปัญหาอยู่ ต่อให้เลือกนายกรัฐมนตรีได้แล้ว เรื่องคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีประเด็นในนโยบายที่ไม่สอดคล้องกัน เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะพรรคอันดับหนึ่งอันดับสองที่คะแนนไม่ต่างกันมาก ต้องจัดสรรทั้งเรื่องตำแหน่งและนโยบาย เพราะฉะนั้นจะเห็นดราม่าระหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย แต่ปัญหาดังกล่าวไม่กระทบต่อภาพใหญ่ 8 พรรคร่วม คนไทยชินกับการเมืองน้ำนิ่ง มีนายกรัฐมนตรีที่ชี้นิ้วสั่งคนอื่นมานาน ทำให้ไม่เคยชินสภาพการต่อรองทางการเมืองแบบนี้

ดังนั้น การเมืองต้องมีความขัดแย้ง แต่พรรคที่จัดตั้งรัฐบาลต้องยึดโยงกับฉันทามติของประชาชน ถ้าเกิดว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปจับมือกับพรรคฝ่ายเสียงข้างน้อยถือว่าเป็นการทำลายฉันทามติจากประชาชน หากมองการเมืองในอดีต พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าพรรคประชาชาติ คือพรรคเพื่อไทยสาขาหนึ่ง

การเสนอชื่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ขึ้นมาที่เป็นคนมีวุฒิภาวะ มีวัยวุฒิ คุณวุฒิเหมาะสมและดูเป็นกลาง หากมองในเชิงการเมืองต้องยอมรับว่าพรรคประชาชาติที่แตกออกมาจากพรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกัน ไม่ได้เป็นพรรคที่มีอิสระ และนายวันมูหะมัดนอร์ไม่ใช่คนกลางในสายตาของพรรคก้าวไกล ความเชื่อมโยงตรงนี้ทำให้พรรคก้าวไกลมองเห็นและไม่ถอยง่ายๆ ภายในคืนนี้จะตกลงกันได้จนเหลือคนเดียวได้หรือไม่ ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้และปล่อยฟรีโหวต จะส่งผลต่อเสถียรภาพการจัดตั้งรัฐบาล ที่พรรคก้าวไกลมองว่าถ้าไม่ได้ตำแหน่งประธานสภาก็จะไม่ได้อะไรเลยในตอนโหวตนายกรัฐมนตรี ในท้ายที่สุดต้องติดตามการเมืองว่าประธานสภาควรเหลือแค่คนเดียวหรือไม่ ทำอย่างไรให้ 8 พรรค สามารถตกลงร่วมกันได้ คือส่วนสำคัญมาก และต้องป้องกันไม่ให้เกิดฟรีโหวตในรัฐสภา

แต่การสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งมาจากการตกลงของพรรคการเมืองที่มีฉันทามติจากประชาชน ไม่ใช่ประชาชนเลือกมาแล้วปล่อยเสรีให้ ส.ส.ตัดสินใจแบบไหนก็ได้ แต่ ส.ส.ควรตัดสินใจภายใต้กรอบพรรคการเมือง