หน้าแรก การเมือง เปิดวิสัยทัศน...

เปิดวิสัยทัศน์ ‘หมออ๋อง-วิทยา’ ชิงเก้าอี้รองปธ.สภาคนที่ 1 ก่อนลงคะแนนโดยลับ

4.07.23 | 11:23 น.

‘หมออ๋อง’ โชว์วิสัยทัศน์ ทำสภาโปร่งใส-ปชช.ติดตามกฎหมายได้ ด้าน ‘วิทยา’ พร้อมปฏิบัติตามแนวทางประธานสภา มั่นใจช่วยรักษาเกียรติภูมิให้ ปชช.เกิดความเชื่อมั่นได้

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)​ โดยมี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) อายุ 89 ปี ซึ่งมีอาวุโสสูงสุด เป็นประธานชั่วคราวเพื่อดำเนินการประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเลือกตำแหน่งรองประธานสภา คนที่ 1 โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) เสนอนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โดยมี นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เสนอ นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค รทสช.

โดยนายปดิพัทธ์กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ถือเป็นเกียรติและเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่ตนจะมีโอกาสได้สนับสนุนองค์กรที่เป็นกระบวนการนิติบัญญัติและสนับสนุนประธานสภา ความตั้งใจที่ตนอยากนำเสนอกับสภาเพื่อพิจารณาคือ อยากเห็นประชาชนกลับมามั่นใจในสภาอีกครั้งในกระบวนการนิติบัญญัติที่กฎหมายทุกฉบับจะได้รับการพิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะทำให้สภานิติบัญญัติกลับมามีตัวตนและศักดิ์ศรี โดยที่ไม่อยู่ใต้อาณัติของฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่พวกเราควรต้องยึดถือและสนับสนุนให้เกิดขึ้น เมื่อตนได้ดูภารกิจสำนักงานเลขาธิการสภา เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตนเป็นอย่างมาก คือสำนักงานเลขาธิการสภาจะเป็นสมาร์ท พารีเมนต์ คือการเสริมสร้างกระบวนการนิติบัญญัติให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล การที่เราจะพัฒนากระบวนการนิติบัญญัติให้มีคุณภาพได้นั้น เราจำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับกระบวนการนิติบัญญัติให้มีมาตรฐานสากลให้ได้ ไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย คือกระบวนการตรวจสอบที่ประชาชน สื่อมวลชน เพื่อนสมาชิก สามารถติดตามกระบวนการผ่านร่างกฎหมายได้อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ สามารถทำให้ประชาชนสามารถติดตามกฎหมายได้

นายปดิพัทธ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังนึกถึงการที่จะแปลกฎหมายที่ผ่านมติในวาระสามของสภาผู้แทนราษฎรและบังคับใช้แล้วเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ร่วมกับอาเซียนและประชาคมโลกได้ รวมถึงการมีความร่วมมือในเวทีรัฐสภาระหว่างอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการเสริมสร้างบทบาทความเท่าเทียมทางเพศของสมาชิกที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือสมาชิกที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ให้มีบทบาทขับเคลื่อนสภาอย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้ ตนอยากเห็นสิ่งที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ไม่ใช่แค่การเลือกตัวแทนของเขาเข้ามาทำงานในสภาแห่งนี้ แต่กระบวนการรับฟังความเห็นต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฉะนั้น หากตนได้รับการมอบหมายจากประธานรัฐสภาและประธานสภา​ ตนจะใช้ 4 ปีที่มีอยู่เป็นกลางให้ได้มากที่สุด และทุกความสามารถในการพัฒนาองค์กรนี้ให้มีสมรรถนะสูง เป็นระบบราชการที่ทันสมัยตอบสนองพี่น้องประชาชนและการทำงานของเพื่อนสมาชิก และเราจะสามารถยกระดับรัฐสภาให้ดีขึ้นได้ สัญญาว่าจะสนับสนุนการทำงานของประธานสภาให้ดีที่สุด และจะบริการสมาชิกทุกท่านอย่างเท่าเทียมกัน

Advertisement

จากนั้น เวลา 10.42 น. นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า ขอบคุณที่มีผู้เสนอตนขึ้นมาเป็นรองประธานสภา คนที่ 1 ตนคิดว่าใจความสำคัญของการทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ คือการรักษาองค์กรของสภานิติบัญญัติให้เป็นสภาที่ทรงเกียรติ ศักดิ์สิทธิ์พอที่จะออกกติกากฎหมายให้บ้านเมือง ซึ่งบ้านเมืองเราเป็นนิติรัฐที่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กติกาและกฎหมาย สถานที่นี้คือสถานที่ที่จะออกกฎกติกาของสังคมทั้งหมด ตนเชื่อว่ามีความพร้อมที่จะปฏิบัติตามแนวนโยบายของประธานสภา ตนให้ความเชื่อมั่นว่าจะมีความเป็นกลาง ให้ความเสมอภาคต่อเพื่อนสมาชิก ตนจะรักษาเกียรติภูมิหน้าตาของสภานิติบัญญัติให้เป็นที่เชื่อมั่น เชื่อถือของประชาชน และรักษาเกียรติภูมิของสภาให้ประชาชนเชื่อมั่น บางยุคบางสมัยประชาชนเบื่อหน่ายรำคาญสภาที่ไร้ระเบียบวินัย เราจึงต้องเริ่มต้นช่วยกันให้สภามีเกียรติภูมิแท้จริง ตนให้ความมั่นใจว่าในสมัยประชุมนี้ ตนจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง รักษาเกียรติภูมิของสภาให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเป็นการลงมติด้วยการลงคะแนนลับ ผ่านการเขียนชื่อผู้ประสงค์จะเลือกให้เป็นรองประธานสภา คนที่ 1 ในคูหา โดยนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หารือต่อที่ประชุมในการเขียนชื่อผู้ที่ ส.ส.จะเลือก ในลักษณะของบัตรดีบัตรเสีย เช่น การเขียนชื่อ หรือตัวสะกดผิด จะทำให้มีปัญหา หรือการร้องเรียนหรือไม่ อย่างไรก็ดี ที่ประชุมใช้เวลาหารือนานกว่า 20 นาที ก่อนจะมีข้อสรุปว่า ให้เขียนเฉพาะชื่อผู้ที่ประสงค์จะเลือกเท่านั้นในคูหา และจากนั้นให้นำมาหย่อนในกล่องที่เตรียมไว้ จากนั้นได้ให้ ส.ส.แสดงตนก่อนลงมติ พบว่ามีผู้มาแสดงตน 493 คน และได้เข้าสู่การลงคะแนนลับเมื่อเวลา 11.07 น. โดยเลขาธิการสภาจะเรียก ส.ส.ให้รับบัตรลงคะแนนตามลำดับทีละ 20 คน