การเมืองของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ผ่านบทพิสูจน์สำคัญ กับผลการเลือกตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) เข้ามาทำหน้าที่เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นประธานสภา คนกลาง หาทางออกให้กับความไม่ลงตัวในตำแหน่งประธานสภาของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มีท่าทีต้องการส่งบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ประธานสภา ภายหลังที่ 8 พรรคเซ็นเอ็มโอยูเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน
ท่าทีของแกนนำทั้งสองพรรค ผ่านจุดยืนและความต้องการในตำแหน่งประธานสภา ผ่านเสียงสนับสนุนทั้ง ส.ส.และกองเชียร์ของทั้งสองพรรค ผนวกกับความต้องการที่แฝงไปด้วยนัยยะทางการเมืองที่มองว่าเก้าอี้ ประธานสภาคือผู้กุมความได้เปรียบ เป็นผู้ชี้ชะตาและกำหนดเกมการเลือกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผ่านการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 30 ตำแหน่งประธานสภาสองพรรคแกนนำอย่างพรรค พท. กับพรรค ก.ก. จึงไม่มีใครยอมถอยให้กัน จนใกล้จะถึงเดดไลน์สุดท้ายคือ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 4 กรกฎาคม เพื่อโหวตเลือกประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ หากปล่อยให้เกิดสถานการณ์ เสนอชื่อชิงประธานสภากันเอง จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของแกนนำทั้ง 2 พรรค ยิ่งเลวร้ายลง
แต่ด้วยวิธีทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีเรื่องการเจรจาต่อรอง ประสานประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ในทุกการทำงานร่วมกันย่อมไม่มีฝ่ายใดได้หมดทุกเรื่อง ขณะเดียวกันย่อมไม่มีฝ่ายใดเสียทุกเรื่องเช่นกัน แกนนำ 2 พรรคจึงหาจุดลงตัวด้วยการถอยคนละก้าวผ่านการเสนอชื่อนายวันมูหะมัดนอร์ มาทำหน้าที่ประธานสภา จนทุกฝ่ายยอมรับตรงกัน ผ่านเสียงโหวตของ ส.ส. 8 พรรค ที่ออกมาแบบไม่แตกแถวที่ 312 เสียง ส่งผลให้ 8 พรรคสามารถก้าวต่อในก้าวที่สอง ผ่านการเดินหน้ารวมเสียงเพื่อโหวตเลือก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก.และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30
เหมือนกับที่นายพิธาระบุไว้หลังการเลือกประธานสภาว่า การส่งสัญญาณว่าการเป็นภาวะผู้นำที่ดี รุกได้ถอยเป็นแล้ว ต้องรู้ว่าหลักในการนำเสนอ การที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งแล้วเสนอประธานสภาแต่ในขณะเดียวกันการรักษาเอกภาพเพื่อจะได้เป้าหมายที่ใหญ่กว่าก็เป็นสิ่งที่สำคัญ แสดงให้เห็นว่าผู้นำคนนี้เข้าใจว่าเมื่อเวลารุกก็ต้องรุกให้สุด เมื่อเวลาที่ถอยถ้าไม่เสียหลักการ แล้วก็ได้ในสิ่งที่เราต้องการที่จะเห็นความก้าวหน้าของสภา แล้วก็เอาเจตจำนงของประชาชนเป็นที่ตั้ง

